ความกรุณาในชีวิตประจำวัน
เรื่องโดย กรรณจริยา สุขรุ่ง
จาก เสมสิกขาลัย กรกฎาคม-สิงหาคม 2551 (ฉบับที่ 30)
ภาพโดย พระโจ้
เพื่อนสนิทคนหนึ่งของข้าพเจ้าเล่าเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนครั้งที่เธออายุราว ๕ ขวบว่า วันนั้นเธอกำลังนั่งรถสามล้อกลับบ้านกับแม่จากโรงพยาบาล เมื่อถึงปากซอยเข้าบ้าน มีผู้คนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างจนรถเล็กไม่อาจแทรกผ่านไปได้ สองแม่ลูกจำต้องลงตรงนั้นจ่ายเงินไป ๑๐ บาทสำหรับค่าโดยสาร แล้วเข้าร่วมมุงด้วย
แหวกวงล้อมไทยมุง เด็กน้อยเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนอนแผ่หมดแรงใต้ต้นหูกวาง ระหว่างขาของเธอมีเด็กตัวแดงด้วยเลือด สายรกยังโยงใยแม่กับลูกไว้ ทารกแผดร้องไห้จ้า ตัวสั่นเทา
“จุ๊น ไปเอาผ้าเช็ดตัวมาเร็ว” แม่บอกในขณะที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ หญิงสาว เธอเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก หยิบผ้าเช็ดตัวของเธอด้วยความฝืนใจ “แล้วเราจะเอาอะไรใช้ละ”แต่ด้วยขัดแม่ไม่ได้ เธอเดินหน้าหงิกนำผ้าเช็ดตัวไปให้ แม่ห่อตัวเด็กทารกไว้ แล้วเสียงร้องจึงค่อยๆ สงบลง
น่าแปลกว่า ความหวงแหนผ้าเช็ดตัวของจุ๊นอันตรธานไปสิ้น กลับมีแต่ความอิ่มเอิบ เบิกบานใจ นี่กระมังเป็นรางวัลของการเสียสละและช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
รถตำรวจมาถึงพอดี แม่ลูกอ่อนและทารกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและทั้งคู่ปลอดภัย ทราบภายหลังว่าหญิงสาวผู้นี้พยายามเรียกรถไปโรงพยาบาล แต่ไม่มีคันไหนรับเธอขึ้นรถเพราะเธอไม่มีเงินติดตัว เธอจึงอาศัยร่มไม้เป็นโรงคลอด
โชคดีที่แม่ของจุ๊นทำงานที่โรงพยาบาล คุ้นชินกับการดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่บ้าง เธอจึงรู้ว่าควรทำอะไรบ้างและไม่ตกใจจนเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก และด้วยความที่เธอเองก็ผ่านประสบการณ์ความเป็นแม่ จึงรับรู้ได้ว่าในเวลาเช่นนี้ สิ่งที่หญิงคลอดลูกรู้สึกและสิ่งที่เด็กแรกเกิดต้องการคืออะไร ที่สำคัญเธอไม่ปล่อยผ่านความทุกข์ระหว่างทางโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม่ของจุ๊นไม่ได้ช่วยแม่ลูกคู่นั้นเท่านั้น แต่เธอยังแสดงให้จุ๊นเห็นว่า ความกรุณา หน้าตาเป็นอย่างไร
เมื่อเรารู้สึกสะเทือนใจกับความทุกข์ของผู้อื่น รับรู้ทุกข์นั้นราวกับเป็นทุกข์ของตนได้ นั่นเรียกได้ว่าเป็นต้นธารแห่งความกรุณา แต่จะเป็นความกรุณาที่แท้ยิ่งขึ้นหากเราลงมือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อคลี่คลายหรือขจัดทุกข์นั้น
ท่านทาไลลามะกล่าวเสมอว่า ความกรุณาและปัญญาเป็นเรื่องเดียวกัน เราจำเป็นต้องกรุณาต่อกันเพราะชีวิตของเราโยงใยกับชีวิตอื่นๆ
สรรพสิ่งเป็นเหตุและปัจจัยแก่กัน การดูแลผู้อื่นก็คือการดูแลตัวเอง หากคนในสังคมไม่ดูแลกัน สังคมก็ไปไม่รอด คนที่อยู่ในสังคมนั้นก็ไม่รอด เช่น ชายวัยเกษียณคนหนึ่งที่สังคมปล่อยให้เขาจากโลกนี้ไปต่อหน้าต่อตา
ชายคนนี้อายุราว ๖๐-๗๐ ปีเห็นจะได้ พอๆ กับพ่อของข้าพเจ้า
เขาล้มนอนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มือของเขาจิกกุมหน้าอก หน้าตาซีดเขียว ผู้คนที่เดินผ่านบริเวณนั้นเหลือบตามองแล้วเดินผ่านไป หญิงสาวคนหนึ่งเห็นเข้าจึงวิ่งลงมาจากสะพานลอย ก้มลงดูอาการชายผู้นั้น และร้องให้คนช่วย ไม่นานรถโรงพยาบาลที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็มาถึง แต่ชายผู้นั้นขาดใจไปแล้วตรงนั้นเอง บุรุษพยาบาลบอกว่า ถ้าความช่วยเหลือมาถึงเร็วกว่านี้เพียงนิด ชายผู้นี้ก็คงรอดตาย
น่าเศร้าว่า ชายผู้นี้นอนหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอยู่ครู่ใหญ่แล้ว แต่ไม่มีสักคนก้มลงถามอาการหรือเรียกรถพยาบาล เรื่องนี้ทำให้วิตกถึงชะตากรรมของตนเองและผู้เป็นที่รัก หากนาทีวิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้น เราจะรอดไหม? ข้าพเจ้านึกฝันต่อถึงสังคมที่ผู้คนมีความกรุณาเอื้ออาทรต่อกัน เราคงจะมีความสุขอบอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น ที่แน่ๆ ข้าพเจ้าอาจมีโอกาสรอดกลับบ้าน
อย่างที่เขาพูดๆ กัน สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันสร้าง
การสร้างสังคมแห่งความกรุณานั้นเป็นไปได้ เพราะความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นคุณสมบัติหนึ่งของความเป็นมนุษย์ หัวใจที่ปรารถนาให้เพื่อนพ้นทุกข์ มีความสุข จะส่องทางแห่งปัญญาให้เราเห็นช่องที่เราอาจทำอะไรสักอย่างได้ เราทุกคนล้วนมีต้นทุนในชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือกันและกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุนเงิน ทุนความรู้ ทุนทางทักษะ ทุนแรงกาย เป็นต้น
เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคนรักสุนัขมาก ความรักของเธอขยายนอกเขตบ้านมาให้สุนัขนอกรั้ว เธอดูแลสุนัข
ที่คนอื่นเบื่อแล้วมาทิ้งไว้ข้างถนน ให้อาหารและน้ำแก่สุนัขเหล่านี้ เพื่อไม่ให้มันอดตายและกระจายไปทำความรำคาญให้คนอื่น เธอยังจับสุนัขเหล่านี้ฉีดยากันพิษสุนัขบ้าและรักษาพยาบาลยามป่วยไข้
เพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนร่ำรวยเงินทอง แต่เธอรวยเพื่อนทั้งคนรักสัตว์ สัตวแพทย์ และเจ้าตูบกว่าสิบตัวที่คงเห็นเธอเป็นนักบุญ และเชื่อเลยว่าไม่มีโจรหน้าไหนกล้าขึ้นบ้านเธอแน่ๆ
สำหรับนักเขียนอย่างคุณศรีดาวเรือง เธอผันรายได้อันน้อยนิดที่เธอแลกมาด้วยน้ำหมึกมาทำหลายสิ่งให้ชุมชนคนยากในละแวกบ้านของเธอ ครั้งหนึ่งเธอเปิดห้องเรียนใต้ร่มไม้เพื่อสอนเด็กๆ ในชุมชนเธอเขียนบทความ เรื่องราว ทำสำเนาและเย็บหนังสือเล่มเล็กๆ จำนวน๒๐ ฉบับ แล้วเดินแจกหนังสือข่าวทำมือให้คนในชุมชนได้ความรู้ ข่าวสารที่เป็นประโยชน์การทำประโยชน์ให้ผู้อื่นไม่มีขีดจำกัด ทั้งเรื่องของเวลา การเงิน สติปัญญา และไม่ได้แยกขาดจากชีวิตประจำวันของเราเลย
อย่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาสาเป็น “มือสีเขียว” เขาเก็บขยะที่ตกตามพื้นในทุกย่างก้าวที่เขาไป เดินถือขยะไปจนกว่าจะเห็นที่ทางที่ขยะควรอยู่ เขาไม่ได้เก็บขยะเป็นอาชีพหรือทำงานกับองค์กรรณรงค์ใดๆ แต่เขาทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ขยะลอยนวลตามบาทวิถี
เราสามารถรับใช้ผู้อื่นในชีวิตงานและชีวิตประจำวันของเราได้ ถ้าเรากำหนดให้ทุกเวลาเป็นเวลาอาสา เพียงเรานำหัวใจของการรับใช้ หรือ “จิตอาสา” เข้าไปในทุกการกระทำของเรา เราอาจถามตัวเองง่ายๆ ว่า ถ้าความกรุณาอยู่ตรงนี้ เราจะพูดจะทำอย่างไรกับคนอื่น ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เช่นเขา เราจะรู้สึกและต้องการอะไร
ครูที่มีใจกรุณาเด็กๆ จะสอนอะไร สอนอย่างไร พนักงานขับรถประจำทางที่กรุณาต่อผู้โดยสารจะขับรถจอดป้าย
รับและส่งผู้โดยสารอย่างไร แพทย์ พยาบาลที่มีใจกรุณาต่อผู้เจ็บป่วย จะพูดคุย รักษาผู้ที่ทุกข์กายทุกข์ใจอย่างไร
เราไม่ต้องรอให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง เช่น สึนามิ พายุนาร์กีส แล้วจึงแสดงความกรุณาออกมา สังคมทุกวันนี้มีความทุกข์มากมายที่เราไม่ควรปล่อยผ่าน ทั้งในบ้าน ในโรงเรียน ในสำนักงาน ตามท้องถนน และในชุมชน
งานแห่งความกรุณามีให้เราทำได้ไม่หมดสิ้น และเป็นงานสำคัญของชีวิตมนุษย์ด้วย
เราควรซักซ้อมใจให้พร้อมอาสาทุกเมื่อ ตระเตรียมกายให้พร้อมรับมือความยากลำบาก ฝึกฝนทักษะและความรู้ ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการให้ความช่วยเหลือ และไม่ว่าภัยพิบัติใดจะเกิดขึ้น ทุกคนจะผ่านพ้นไปได้ด้วยกันอย่างดี
ในยามทุกข์ สิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุด คือ เพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุขนั่นเอง
