บล็อก

ชวนพี่น้องร่วมค่าย จิตอาสา

 

 

   ขอเชิญเข้าร่วมโครงการค่ายแกนนำอีสานสร้างสุขอาสาพัฒนาท้องถิ่น

""""""" ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓ """"""""

ณ หมู่บ้านทับทิมสยาม ๐๗ ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ

กลุ่มเป้าหมาย
เครือข่ายสมาพันธ์นักศีกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๒ สถาบัน
นักศึกษาทุน มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
กลุ่มอิสระ นักอาสา ผู้นำกิจกรรมทั่วประเทศ

อย่าลืมอย่าพลาดค่าอยู่ค่ากินฟรี เสียแค่ค่ารถมาน่ะจ๊ะ มาพร้อมกัน ณ องค์การนักศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เวลา ๐๗.๐๐ น. เพื่อเดินทางไปค่าย

สิ่งที่ต้องเตรียม
ยารักษาโรคประจำตัว
เครื่องนอน อุปกรณ์อาบน้ำ เต้น ไฟฉาย

กิจกรรม
โครงงานด้านการให้บริการวิชาการและการสอน
โครงงานด้านการก่อสร้างโดมกิจกรรม
โครงงานด้านสัมพันธ์ชุมชนและเก็บข้อมูล
ฝ่ายสวัสดิการและบริการ

กิจกรรมอื่นๆ
พ่อฮักแม่ฮัก
คืนพาแลง
แข่งขันกีฬาพ่อลูกอ่อน
จัดนิทรรศการ
สอนหนังสือเด็กนักเรียน
และอื่นๆ

ประสบการณ์ที่พราดไม่ได้ โหด มัน ฮา สุดๆ

ช่วยบอกต่อๆไปด้วยสำหรับชาวค่ายตัวจริง

มาเป็นจระเข้กันเถอะ

 

จระเข้ขวางคลอง เป็นสุภาษิตที่รู้จักกันเป็นอย่างดี มีความหมายที่ทราบกันเป็นอย่างดี แล้วก็ถูกนำไปใช้เพื่อสื่อถึงลักษณะอันไม่พึงประสงค์ของบุคคลในสังคมได้เป็นอย่างดี ที่จริงไม่ต้องสาธยายให้มากความก็ได้ เพราะสามารถรู้ได้โดยนัย (common sense) จากคำที่ประกอบในประโยคอยู่แล้ว กระนั้นก็ขออนุญาตแจ้งถึงความหมายให้กระจ่างซักนิด จระเข้ขวางคลอง หรือ ไอ้เข้ขวางคลอง หมายถึง บุคคลที่ทำตัวกีดขวางผู้อื่น จนก่อให้เกิดความรำคราญ จระเข้เป็นตัวละครที่ถูกใส่ร้ายมาโดยตลอดเพราะธรรมชาติสร้างมาให้เป็นนักล่าที่ทรงพลังและน่าเกรงขาม บวกกับรูปที่อัปลักษณ์ จึงไม่มีผู้กำกับรายใดกล้าว่าจ้างให้รับบทเป็นพระเอก บทความนี้ขออนุญาตใส่ความคิดขวางๆ ลงไปซักนิด เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจ (ที่จริงไม่เกี่ยวข้องกับความถูกผิดในเรื่องการอุปมาเพื่อเปรียบเทียบ เพียงแต่ใช้ประโยคเดิมไปอุปมาในสถานการณ์อื่น) ในแนวขนานกับลำตัวของจระเข้ ไม่ใช่คิดในมุมที่ตั้งฉากกับจระเข้หรือขนานกับลำน้ำ เพราะมันไม่ยุติธรรม (กรุณาอย่าแย่งผมงง…แหงะ) มีหลายกรณีที่ทำให้คิด (ฟุ้งซ่าน) ได้สำหรับกรณีนี้ หนึ่งในความคิดที่ผมเลือกขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในสังคมปัจจุบันคือ จระเข้พี้ยนที่ไหนจะไปขวางลำน้ำ มันผิดวิสัยของสัตว์ทุกประเภทที่จะเลือกสถานการณ์ลำบากให้กับตัวเอง ทั้งที่ตัวมันเป็นนักล่าทรงคุณภาพ บางตัวที่คิ้วขมวดหรือสวมแว่นช่างแลดูทรงคุณวุฒินัก (อะแฮ่ม) น่าจะง่ายและเป็นธรรมชาติกว่าที่มันจะไปตามกระแสน้ำแล้วล่าเหยื่อ มีเหตุอันใดที่มันต้องมาขวางคลอง ก็เพราะมันมีจิตเมตตาไง มันพบว่ากระแสน้ำไหลแรงเกินไป ขณะที่มนุษย์ที่อยู่ปลายน้ำมีความบันเทิง คะนองกับกระแสน้ำเชี่ยวโดยมองไม่เห็นภัย แทนที่จะเป็นโอกาสดีจับกินให้สิ้นซาก กลับช่วยลดแรงไหลเชี่ยวของกระแสน้ำเพื่อปกป้องภัยแก่มนุษย์ มนุษย์หนอมนุษย์ เห็นเช่นนั้นกลับด่าทอต่อว่าที่ทำให้สายน้ำเฉื่อยลง ความบันเทิงเสื่อมไป พยายามหาทางกำจัดจระเข้ให้พ้นทางน้ำ ซึ่งส่วนมากจะถูกเนรเทศไปอยู่แถวสามพราน เป็นต้น ลองแทนต่าตัวแปรง่ายๆ ในใจคุณ หนึ่งคือจระเข้ สองคือมนุษย์ ในสังคมทุกวันนี้คำตอบของตัวแปรที่เหมาะสม ควรเป็นคนกลุ่มใด แต่นั่นไม่เท่ากับว่าคุณยังอยากเป็นมนุษย์ปลายน้ำ หรืออยากเป็นเหมือนจระเข้ในบางโอกาส อย่างน้อยก็ให้เข้าใจหัวอกจระเข้ก็ยังดี (ขอร้อง อย่ามาขยันคิดตอนนี้ว่าจระเข้มีหัวอกด้วยหรอ)

แม้ไม่มีเวลา

แม้ไม่มีเวลาเท่าไรนัก แต่..ชีวิตนี้ก็อยากทำดีเพื่อส่วนรวม

ปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 กับหลักสูตรท้องถิ่น

ปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 กับหลักสูตรท้องถิ่น

บาว นาคร*

การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองเป็นนโยบายที่รัฐบาลปัจจุบันได้ดำเนินการอยู่และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ตลอดจนข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวกับการศึกษา ปัญหาของการจัดการศึกษาในเรื่องวิชาชีพ ทางการแพทย์และพยาบาลของสถาบันการศึกษา ปัญหาความรุนแรงของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของครูผู้สอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างดี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นต้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษานั้นผ่านมาได้ 10 ปีแล้ว โดยเน้นให้จัดการเรียน การสอน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้

สำหรับประเทศไทยการศึกษาในอดีตที่ผ่านมานั้น ได้ถูกจัดขึ้นโดยครอบครัว ชุมชน หรือสถาบันทางศาสนา ที่มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงบนรากฐานประเพณีและวัฒนธรรมที่สั่งสมมาของสังคม ทำให้ความรู้เหล่านั้นคงอยู่และถ่ายทอดสืบสานต่อๆกันมา จนกระทั่งมาสู่การศึกษาในระบบโรงเรียน และสถาบันการศึกษาที่จัดโดยรัฐ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การจัดการศึกษาในประเทศไทยได้เกิดความแปลกแยกไปจากชุมชนท้องถิ่น ระบบการศึกษากลายเป็นเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และครูผู้สอนได้มีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอน และครูเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน รวมทั้งหลักสูตรที่ผลิตจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่น ทำให้สถาบันการศึกษาและโรงเรียนไม่ได้ผลิตนักเรียน นักศึกษาที่มีความเข้าใจในภาษาท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริง

ถ้าหากพิจารณาถึงระบบการศึกษาไทยในอดีต ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นได้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของ เปาโล  แฟร์ (Paulo Freire) เป็นนักการศึกษาผู้หนึ่งที่ได้เขียนวิจารณ์ระบบการศึกษาที่มีครูเป็นศูนย์กลางในหนังสือ Pedagogy of  the  oppressed  และหนังสือเล่มนี้ได้สร้างความหวั่นไหวให้แก่วงการการศึกษาเป็นอย่างยิ่งในสมัยนั้น  เปาโล  แฟร์ มีความเห็นว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่เป็นระบบการศึกษาที่มีครูซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดมักจะเป็นผู้กดขี่ กักขัง ครอบงำ ควบคุมความคิดของผู้เรียน  โดยครูมีบทบาทเป็นผู้เผด็จการที่คอยแต่จะสั่งว่า ผู้เรียนควรเรียนอะไร ควรเรียนอย่างไร ควรคิดอย่างไร  และประพฤติตัวอย่างไร  ซึ่งเปาโล  แฟร์ เห็นว่า การเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนมีชีวิตจิตใจกลายเป็นวัตถุที่คอยแต่จะรองรับสิ่งที่ผู้สอนถ่ายทอดให้เท่านั้น ผู้เรียนจะไม่สามารถเข้าใจตนเอง  ไม่มีความคิดสร้างสรรค์  ไม่สามารถปรับปรุงตนเองและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นได้  เปาโล  แฟร์ เรียกการศึกษาที่มีศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ครูนี้ว่า การศึกษาระบบธนาคารเงินฝาก (Banking  Education  System)

จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ได้มีแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง เช่น การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ให้มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ตั้งแต่ปฐมวัย สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า มีระบบ กระบวนการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐาน การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบและแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและอปท.รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองชุมชน เอกชน และทุกภาคส่วน

แนวนโยบายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองนั้นสอดรับกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ของรัฐบาลปัจจุบัน การปฎิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองแม้ว่าจะเน้นกระบวนการพัฒนาทั้งคุณภาพครูผู้สอน สถานศึกษา การบริหารจัดการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี ส่วนการนำนโยบายไปปฎิบัตินั้น จะสอดคล้องกับนโยบายที่วางไว้หรือไม่ การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองจะช่วยให้ระบบการศึกษาของไทยพัฒนาไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญกับความรู้ของชุมชน ทุนชุมชนที่มีอยู่ ทั้งทุนมนุษย์คือปราชญ์ชาวบ้าน ทุนทางปัญญา คือภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนนั้น น่าจะมีแนวทางการปรับใช้และประยุกต์ให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น มีการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน และที่สำคัญควรมีการเสริมสร้างจิตสำนึกให้เกิดความหวงแหนในบ้านเกิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมของชุมชน รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักเรียนด้วย มิใช่เรียนเพื่อให้เป็นคนเก่ง คนฉลาดอย่างเดียวเท่านั้น

 




* บุญยิ่ง ประทุม , baocd12@hotmail.com

ทุกวันที่ออกไปทำงาน

ทุกวันทีออกไปทำงานนั้นผมเห็น คนแก่เด็กนั่งขอทาน ซึ้งบ้างทีอาจจะเห็นข่าวกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือทีวี ว่ามีการหลอกเอาคนแก่ ต่างแดนเขามาขอทานกัน และมีทั้งคนไทยด้วย ซึ้งเขาถามคนทีขอทานบ้างคนว่า ทำไมมาทำงานแบบนี้ เพราะอยู่แถวบ้านไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวกิน บ้างคนก็พิการ เด็กบ้างคนที่สมควรที่จะเรียนกลับไม่ได้เรียน ต้องมายืนขายของ แถวสะพานที่เดอะมอลล์ จนดึก ผมคิดถ้ามีการช้วยเหลือกันจริงจัง คงไม่เห็นภาพแบบนี้ บ้างคนแก่มากยังต้องมานั่งเฝ้ายาม จนดึก เพื่อแรกกับเงินเดือนนิดหน่อย ผมคิดว่าอายุขนาดนั้น น่าจะพักอยู่บ้านกับลูกกับหลาน ได้แล้ว ผมเคยถามเขานะครับว่าทานข้าวยัง ลุงเขาตอบว่ายังท่านแค่สองมือ ผมก็คิดว่าจะจ่ายค่าอาหารเย็นให้แก่ทุกเย็น แต่ผมเงินเดือนยังไม่พอจะใช้เลย ผมคิดว่ารัฐ น่าจะช่วยคนที่แก่ มากๆให้ดีกว่านี้ มั้ง  มันรู้สึกสงสารอ่ะครับเวลาเราเห็นในสิ่งแบบนี้ ผมว่าทุกคนน่าจะมีความสุขที่จะเท่าเทียมกันได้
ผมเงินเดือนไม่เยอะ แต่ผมมีแรงมีความรู้ ผมพอจะช่วยไรบ้างก็ช่วยครับ

   

ตลาดประกอบฝัน 5

 

YIM5 postcard

“โครงการตลาดประกอบฝัน 5” (Youth innovation Marketplace 5) โอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีความเชื่อในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ได้มีโอกาสนำความเชื่อของตนเองมาลงมือทำเป็นโครงการจริง เพื่อพัฒนาสังคมในด้านต่าง ๆ โดยตลาดประกอบฝัน 5 จะสนับสนุนพี่เลี้ยง งบประมาณ ทรัพยากรด้านอื่นๆ รวมทั้งกระบวนการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้โครงการที่สร้างสรรค์บนความเชื่อของคนรุ่นใหม่ได้ดำเนินการและสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมร่วมกันไปกับเรา

 

เงื่อนไขการสมัคร

  1. ผู้รับผิดชอบมีอายุ 18 – 30 ปี และเคยรับผิดชอบโครงการเพื่อสังคม
  2. รวมกลุ่มกัน 3 คน
  3. ส่งโครงการตามความเชื่อของคุณ โดยโครงการจะต้อง
  • ดำเนินงานระหว่าง 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2553
  • ทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อย 4 เดือน
  • ระบุที่ปรึกษา 1 คน
  • มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น
  • งบประมาณไม่เกิน 130,000 บาท

 

ช่วงการรับสมัคร วันนี้ – 10 มีนาคม 2553

 

สอบถามรายละเอียดและสมัครที่

  • โทรศัพท์/โทรสาร  0-2513-5501
  • อีเมล                      believe@yimproject.org
  • เว็บไซต์                    www.yimproject.org
  • ที่อยู่                         24/147 ซ.ลาดพร้าว 21 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

 

ชุมชนออนไลน์กับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน

ชุมชนออนไลน์กับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน*
 

 

ท่ามกลางกระแสข่าวสารทางด้านสังคมและการเมืองที่นำเสนอผ่านทางช่องทางต่างๆนั้น อินเทอร์เน็ตหรือว่าweb board เป็นชุมชนออนไลน์ที่มีบทบาทสำคัญอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารทางการเมืองในยุคสมัยปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งสังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสังคมโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากสังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society) ไปสู่หลังสังคมฐานความรู้ (Post Knowledge Based Society) สังคมฐานความรู้ที่ผ่านมานั้นมีลักษณะที่สำคัญ เช่น เป็นสังคมและเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีระดับสูง การผลิตฐานความรู้ การใช้ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) การมีคนงานความรู้ (Knowledge Worker) และทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนั้น สังคมฐานความรู้เป็นกระบวนทัศน์ (paradigm) ได้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีและกระบวนการสื่อสารสมัยใหม่ อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเก็บรวบรวมความรู้ การสืบค้นความรู้ และกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

ในอดีตนั้นฝ่ายรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการยึดกุมและการกำหนดเนื้อหาสาระของข้อมูลข่าวสารไว้เพียงฝ่ายเดียว และใช้วิธีการสื่อสารแบบทางเดียว แต่ว่าปัจจุบันกระบวนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้สร้างชุมชนเรียนรู้ออนไลน์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น ปัจจุบันมีการใช้ บล็อก (Blog) เป็นฐานข้อมูลในการบันทึก และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เช่น กรณีของ GT 200 เป็นต้น ตลอดจนความรวดเร็วของการรับรู้ของประชาชนและสื่อมวลชน ทำให้มีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของการบริหารงานของรัฐบาลจากภาคประชาชนและชุมชนออนไลน์เป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะได้มีการสื่อสารให้สาธารณชนทราบและอีกหลายๆกรณี

 

แนวคิดเกี่ยวกับโลกหลังสังคมฐานความรู้นั้นหากพิจารณาให้ดีแล้ว สังคมไทยและประชาชนยังไม่ได้ก้าวผ่านช่วงของสังคมฐานความรู้ แต่หากว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วจนทำให้ประชาชนและสังคมไทยตั้งรับไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และประเด็นเกี่ยวกับการต่อสู้ทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย และความรู้ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนโดยทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ฐานความรู้และชุดความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยคนละชุดกัน ทำให้เกิดความแตกแยกทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งกระบวนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมืองของประชาชนก็แตกต่างกัน ซึ่งข้อมูลข่าวสารทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมนั้นประชาชนได้รับรู้ผ่านช่องทางต่างๆซึ่งเป็นชุดข้อมูลของคนละฝ่ายกัน

 

ในบริบททางสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น ประชาชนไม่ได้อยู่ในฐานะของการเป็นผู้รับข่าวสารเพียงฝ่ายเดียวเหมือนอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา ทำให้การสื่อสารภาคประชาชนมีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย TPBS ซึ่งถือว่าเป็นสื่อทางเลือก สื่อสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมได้ รวมทั้งชุมชนออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต กระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์(web board)ต่างๆ ที่เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคม (Social Space) ให้กับประชาชนได้มีพื้นที่ในการแสดงออก แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดมิติของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของภาคประชาชนผ่านทางช่องทางต่างๆดังกล่าว

 

แนวคิดเกี่ยวกับโลกหลังสังคมฐานความรู้ที่ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ โลกพลิกโฉม:ความมั่งคั่งในนิยามใหม่นั้นว่า โลกหลังสังคมฐานความรู้เป็นโลกที่เน้นในเรื่อง "กัลยาณมิตร" มิใช่เพียงแค่ "พันธมิตร"เป็นโลกที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของผู้คนจาก "ต่างคนต่างปิด" ไปสู่ "ต่างคนต่างเปิด"เป็นโลกที่ก้าวเลยความคิดของ "การแข่งขัน" ไปสู่ "การร่วมสร้างสรรค์" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การร่วมรังสรรค์ทางสังคม" ไม่ใช่ "การร่วมรังสรรค์ในเชิงพาณิชย์" เพียงอย่างเดียว เป็นโลกที่ภูมิปัญญาได้พัฒนาก้าวล่วงปริมณฑลของ "ทรัพย์สินทางปัญญา" สู่ "ภูมิปัญญามหาชน" โลก "หลังสังคมฐานความรู้" เป็นโลกที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์ จาก "การพึ่งพิง" ไปสู่สองโลกที่เสริมกันระหว่าง "ความเป็นอิสระ" และ "การพึ่งพาอาศัยกัน” ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความสอดคล้องกับแนวคิดของ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย เรื่อง กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว ที่ได้กล่าวถึง การดำเนินธุรกิจที่มีคุณธรรม รับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งจิตอาสา ธุรกิจสีขาว สังคมสีขาว องค์กรสีขาวที่เน้นการทำงานแบบร่วมมือและสร้างสรรค์ แบ่งปันซึ่งกันและกัน

 

ดังนั้น จากที่ได้กล่าวมาบริบทสังคมการเมืองไทย แม้จะยังไม่ก้าวผ่านสังคมฐานความรู้ไปสู่หลังสังคมฐานความรู้ แต่ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของพลังอำนาจของประชาชนที่มีเพิ่มมากขึ้นในด้านต่างๆ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านทางช่องทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย การมีพื้นที่ทางสังคมในการแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมือง ตลอดจนชุมชนออนไลน์ที่ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งความโปร่งใสของการบริหารงานของรัฐบาล ชุมชนออนไลน์ถือว่าเป็นช่องทางการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการติดต่อสื่อสารกัน รวมทั้งเป็นช่องทางในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของภาคประชาชน






 

* บุญยิ่ง ประทุม,นักวิชาการอิสระ, baocd12@hotmail.com

จิตอาสาที่ McThai

ถ้าจิตอาสา ตามที่เราเข้าใจคือการอาสาไปช่วยหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น หรือสังคมอื่นแล้วละก็ อยากบอกว่าเราเคยทำมาแล้วที่บริษัทของเรา เช่น ไปปลูกป่าชายเลนที่สมุทรสาคร หรือไปช่วยน้อง ๆ ตรวจวัดสายตากับมูลนิธิ RMHC (มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์เฮ้าส์แห่งประเทศไทย) ที่ร่วมกับสภากาชาดไทย แว่นท็อปเจริญ และผู้สนับสนุนอื่น

เรามีความภาคภูมิใจในกิจกรรมของบริษัทมาก ๆ เพราะทำให้พนักงานได้มีส่วนร่วมกับสังคมอื่น ๆ ซึ่งโดยปกติทั่วไปคนเรามักจะไม่ได้ขวนขวายหาโอกาสแบบนี้ด้วยตัวเองหรอก อาจจะไม่รู้ว่าจะไปหาได้ที่ไหน หรือไม่มีเพื่อน ๆ ไปด้วยก็เลยไม่อยากทำก็ได้

แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองหรือเพื่อประชาชน

แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองหรือเพื่อประชาชน

 

บาว นาคร*

 

ในช่วงระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วรวมถึง 18 ฉบับ ซึ่งการยกเลิกและประกาศใช้รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในรูปแบบของการทำรัฐประหาร และการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง จนมาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันประกาศใช้วันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีทั้งหมด 309 มาตรา

 

ในท่ามกลางกระแสข่าวและสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีทั้งข่าวลือเรื่องการปฏิวัติ การยุบสภา รวมทั้งประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งบอกได้ถึงเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ตลอดจนความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ไม่สนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

 

สาระสำคัญในการแก้ไขในมาตราหลัก คือ มาตรา 94 และมาตรา 190 นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อีกประเด็นหนึ่งก็คือการทำหนังสือสนธิสัญญาระหว่างประเทศนั้น เมื่อพิจารณาจากเหตุผลในทั้งสองประเด็นหลักของกลุ่มนักการเมืองที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ แก้ไขมาตรา 94 โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทำให้เขตเลือกตั้ง หรือเขตพื้นที่ที่ ส.ส.ปฏิบัติงานนั้นมีขนาดเล็กลงเป็นเขตเดียวคนเดียวซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าถึงส.ส.ได้มากกว่า และส.ส.มีโอกาสทำงานรับใช้ทำงานให้ประชาชนได้ทั่วถึงกว่า และเป็นการสร้างความเท่าเทียม เสมอภาคในการเลือกตั้งของประชาชน เพราะ 1 เสียงเลือก ส.ส.ได้ 1 คน” ส่วนประเด็นการให้เหตุผลในการแก้ไขมาตรา 190 นั้นว่า “เพื่อปรับปรุงข้อกำหนด รัฐบาลทำสัญญานานาชาติ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง รัฐบาลต้องมีความคล่องตัวพอสมควรในการทำงานเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก”

 

ซึ่งจากเหตุผลและคำอธิบายดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีมุมมองว่า ไม่มีประเด็นใดที่กล่าวอ้างมาจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองของทั้งผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุนที่มักจะกล่าวอ้างถึง “ประชาชน” มาเป็นวาทกรรมหลักเพื่อตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของนักการเมืองเองเท่านั้น ทั้งเรื่องประเด็นเขตการเลือกตั้งและประเด็นการตัดสินใจของรัฐสภาในการทำหนังสือสำคัญระหว่างประเทศ

 

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงความรู้ความเข้าใจเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญของประชาชนนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2552 เรื่อง สำรวจการอ่านรัฐธรรมนูญ และความคิดเห็นต่อข่าวปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศนั้นพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.1 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 40 ในขณะที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.2 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 50 นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.3 ยังคงคิดด้วยว่าประชาชนเองก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากเพียงพอถ้าจะต้องตัดสินใจลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (http://www.abacpoll.au.edu/nandi/2552/nandi_poll101052.html)

 

ถึงแม้ว่า การสำรวจครั้งนี้จากกลุ่มตัวอย่างของประชาชนจาก 17 จังหวัด หากว่าผลการสำรวจนั้นสะท้อนนัยสำคัญและข้อเท็จจริงบางประการออกมาให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่เคยได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 มากถึงกว่าร้อยละ 65 และคิดว่าตนเองยังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอ ถ้าหากจะต้องตัดสินใจลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่สุดหรือไม่ที่จะดำเนินการแก้ไข มีวาระและประเด็นอื่นๆของประเทศที่สำคัญและเป็นปัญหาสำคัญที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนหรือไม่ เช่น ความแตกแยกทางคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง ความสามัคคีของคนในประเทศ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายควรที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและหาทางออกร่วมกัน

 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผู้เขียนมีมุมมองว่า เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าควรมีการแก้ไขในบางประเด็นและต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ รวมทั้งควรมีการพิจารณากฎหมายหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่แก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ควรมีวาระซ่อนเร้นอื่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญทำอย่างไรจะเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

 




* บุญยิ่ง ประทุม . baocd12@hotmail.com

 

ประชาสัมพันธ์โครงการ เมล์(โลก)เย็น ครับ

 

Cool bus: เมล์ (โลก) เย็น http://coolbuscoolsmile.wordpress.com
พวกเรากลุ่ม “Cool Bus Cool Smile” ภายใต้โครงการของ British Council, สถานทูตอังกฤษ, Youth Venture และ นิตยสาร A day ขอเชิญชวนคนกรุงเทพฯทุกคน ทั้งเด็กประถมตัวน้อย วัยรุ่นสุดCool และคนทำงานหัวทันสมัย ที่อยากมีส่วนร่วมในการทำให้สังคมน่าอยู่ มาร่วมกันแข่งขันออกแบบลายรถเมล์โดนๆ เพื่อชักจูงให้คนกรุงเทพฯหันมาขึ้นรถเมล์กันมากขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ชวนคนขึ้นรถเมล์ ลดปัญหาโลกร้อน (Climate Change)” ผลงานของใครที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินอยากขึ้นรถเมล์เพื่อช่วยโลกจนขาดใจ รับไปเลย!!!รางวัลที่หนึ่ง พร้อมกับได้ Paint ลายลงบนรถเมล์จริง วิ่งอวดคนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อพวกเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา Climate Change ที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบไปทั่วโลก!!

รายละเอียดโครงการ
1. การประกวดจะแบ่งออกเป็นสามรุ่น คือ รุ่น ประถมศึกษา, รุ่นมัธยมศึกษา,
รุ่นอุดมศึกษาและบุคคลทั่วไป โดยจะไม่จำกัดชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวด

2.ออกแบบลายรถเมล์ด้านข้างสองด้าน ภายใต้หัวข้อ คือ
“ชวนคนขึ้นรถเมล์ ลดปัญหาโลกร้อน (Climate Change)”

3. การตัดสินของกรรมการจะดูจากความคิดสร้างสรรค์ และการจูงใจให้คนหันมาขึ้นรถเมล์

4. ผู้ชนะเลิศในแต่ละรุ่นรับเงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท
และได้ paint จริงลงบนตัวถังรถเมล์

ที่สองรับเงินรางวัล 3,000 บาท

ที่สามรับเงินรางวัล 2,000 บาท

(โดยการมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันจัดงานเปิดตัวโครงการของเราในเดือนกุมภาพันธ์
สามารถติดตามรายละเอียดงานเปิดตัวโครงการของเราได้ ที่นี่ )

นอกจากนี้ เราขอเชิญชวนผู้เข้าประกวดที่มีใจรักษ์โลกทุกคนมาร่วมกับกิจกรรมสุด Cool
และชมผลงานของผู้เข้าประกวดทั้งหมดกับเราในวันงานเปิดตัวโครงการด้วย

5*. ลายรถเมล์ที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดมา
ในใบสมัครนี้เท่านั้น (เพื่อความสะดวกในการ paint ลงรถเมล์จริง)

6. ลายรถเมล์ที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เคยได้รับรางวัลหรือตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน

7**. ส่งผลงานพร้อมใบสมัครมาที่
นางเพ็ญรพี รามอินทรา British Council Thailand 254
จุฬาลงกรณ์ ซอย 64 สยามแสควร์ ถ.พญาไทย ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
วงเล็บมุมซองว่าประกวดลายรถเมล์
หรือส่งผลงานมาที่ coolbuscoolsmile@gmail.com

****หมดเขตส่งผลงานเข้าประกวดวันที่ 31 มกราคม 2553****

8*. ประกาศผลผู้ชนะเลิศวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553
ทาง http://coolbuscoolsmile.wordpress.com

ถ้าพร้อมแล้ว ก็เข้าไป Download ใบสมัครและโครงร่างรถเมล์สำหรับออกแบบได้ที่ตรงนี้เลย http://coolbuscoolsmile.wordpress.com/download/

 

Syndicate content