พุทธชยัีนตี

เครือข่ายพุทธชยันตี – สังฆะเพื่อสังคม

    เนื่องในมหาธัมมาภิสมัย พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีการเฉลิมฉลองปฏิบัติบูชาในช่วงระหว่างวิสาขบูชา ๒๕๕๓ – วิสาขบูชา ๒๕๕๖ เป็นเวลา ๓ ปีเต็มนั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เหล่าพุทธบริษัททั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์จากทิศทั้ง ๔ ของประเทศไทยได้มาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานในมิติด้านพุทธสาสนากับสังคมจากกันและกัน ก่อเกิดความเป็นกัลยาณมิตร จนสามารถรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายของพุทธบริษัทที่ทำงานทางสังคม ภายใต้ชื่ออันเป็นมงคลสูงสุดว่า “เครือข่ายพุทธชยันตี – สังฆะเพื่อสังคม” อันมีความหมายถึงการรวมกลุ่มกันของพุทธบริษัทอย่างเข้มแข็งสามัคคีโดยธรรมประดุจดั่งสังฆะ ที่ออกมาทำงานสร้างสรรค์ธัมมิกสังคม หรือทำให้เกิดสังคมที่เป็นไปในครรลองแห่งพุทธธรรม อันถือเป็นการร่วมประกาศชัยชนะแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการตรัสรู้อริยสัจธัมม์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก โดยทุกท่านเห็นพ้องกันว่าจะถือว่าเครือข่ายพุทธชยันตี – สังฆะเพื่อสังคม จะได้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันวิสาขบูชา ๒๕๕๔ นี้ เพื่ออุทิศถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวาระสำคัญ ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ อันจะเป็นการร่วมเฉลิมฉลองปฏิบัติบูชาพร้อมกันกับชาวพุทธทั่วโลก

วัตถุประสงค์
๑.    เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญ เนื่องในมหาธัมมาภิสมัย พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแนวทางการปฏิบัติบูชาเป็นสำคัญ
๒.    เพื่อเจริญรอยตามแบบอย่างแห่งสังฆะที่สามัคคีกันโดยธรรม ในการผสานความร่วมมือพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ที่ทำงานในมิติด้านพุทธสาสนากับสังคมในภูมิภาคต่างๆ ให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายอย่างเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน (ตามหลักอปริหานิยธรรมและสาราณียธรรม โดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงทางธุรกิจเงินทอง แอบแฝงการหาสาวกเข้าสำนักลัทธิ หรือผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมือง)
๓.    เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การถอดบทเรียนองค์ความรู้ จากประสบการณ์การทำงานด้านพุทธสาสนากับสังคม ระหว่างสมาชิกเครือข่าย เพื่อต่อยอดพัฒนาการทำงานและสื่อสารออกสู่สาธารณะ
๔.    เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนสงเคราะห์ซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกเครือข่ายตามหลักสังคหวัตถุธัมม์ ให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมทางโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเจริญงอกงามในธัมมวินัยแห่งบวรพุทธสาสนา
๕.    เพื่อรวมพลังกันดำเนินงานหรือขับเคลื่อนประเด็นทางพุทธสาสนากับสังคมที่เป็นประโยชน์สาธารณะ

ภาคีเครือข่าย  ภาคีหรือสมาชิกของเครือข่ายมี ๓ ประเภท ดังนี้
๑.    ประเภทบุคคล เป็นพระหรือฆราวาสชาวพุทธก็ได้
๒.    ประเภทองค์กรหรือหน่วยงาน
๓.    ประเภทเครือข่าย

คุณสมบัติของภาคีเครือข่าย (ใช้เป็นเกณฑ์ในการเชิญหรือคัดเลือกเข้าร่วมเครือข่าย)
๑.    จะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาส องค์กร/หน่วยงาน หรือเครือข่าย ก็ได้ ที่ได้มีการปฏิบัติดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในด้านพุทธสาสนากับสังคมเป็นที่ประจักษ์ชัดมาแล้วในระยะเวลาหนึ่ง
๒.    มีจิตอาสา ตระหนักและเห็นความสำคัญในการมารวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายที่เป็นกัลยาณมิตร ช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันด้วยความเต็มใจ ในแนวทางเดียวกับวัตถุประสงค์ของเครือข่าย
๓.    ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงทางธุรกิจเงินทอง, ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงในการหาสาวกเข้าสำนักลัทธิ, ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมือง, ไม่มุ่งกระทำพระธัมมวินัยให้วิปริตหรือก่อเกิดสัทธรรมปฏิรูป และไม่มุ่งกระทำให้เกิดการวิปริตผิดแผกจากพระธัมมวินัย อันจะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่พุทธบริษัท

โครงการในปี ๒๕๕๔
๑.    เวทีสมัชชาคุณธรรม ๔ ภาค (ก.พ. – พ.ค. ๒๕๕๔)
๒.    สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ (ก.ค. ๒๕๕๔)
๓.    โครงการก่อตั้งเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ
๔.    โครงการพุทธอาสาวิชาชีพ
๕.    โครงการผ้าป่าความดี พุทธชยันตีเฉลิมราช ๘๔ พรรษา (วิสาขบูชา ๒๕๕๔ – วิสาขบูชา ๒๕๕๕)
๖.    ปาฐกถาพุทธชยันตี-สังฆะเพื่อสังคม (ปุณณมีบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ พุทธศักราช ๒๕๕๕)
๗.    จัดทำฐานข้อมูล แผนที่ความดี
-    พุทธสาสนากับการศึกษา
-    พุทธสาสนากับเด็กและเยาวชน
-    พุทธสาสนากับศาสนทายาท
-    พุทธสาสนากับการภาวนา
-    พุทธสาสนากับงานด้านสาธารณสุข
-    พุทธสาสนากับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
-    พุทธสาสนากับชุมชนและเศรษฐกิจพอเพียง
-    พุทธสาสนากับวัฒนธรรม
-    พุทธสาสนากับการผลิตสื่อและการสื่อสารสาธารณะ
-    พุทธสาสนากับศาสนสัมพันธ์

(ร่าง) โครงสร้างเครือข่าย
พุทธชยันตี – สังฆะเพื่อสังคม

คณะที่ปรึกษา
-    พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ป.ธ.๙*
-    พระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม) ป.ธ.๙
-    พระธรรมเมธาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ป.ธ.๙
-    พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) ป.ธ.๙
-    พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)
-    พระไพศาล วิสาโล
-    พระสุบิน ปณีโต
-    แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
-    นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
-    ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม
-    นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์
-    นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร
-    นายธวัชชัย ไทยเขียว
-    นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์
-    นายวิชัย รูปขำดี
* ยังมีบุคคลที่อยู่ในระหว่างการติดต่อประสานงานอีกหลายท่าน

คณะกรรมการอำนวยการ
-    พระครูอมรชัยคุณ         วัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา
-    พระครูสมุหวิเชียร         วัดเจดีย์แม่ครัว จ.เชียงใหม่
-    พระสมุห์ประสาร คุณํกโร     วัดบ้านคลอง จ.สุโขทัย
-    พระครูวิลาสพุทธิคุณ พุทฺธฌาโน วัดป่าตถตาราม จ.สุโขทัย
-    พระครูกิตติฌานพิพัฒน์         วัดวังมะกรูด จ.ปราจีนบุรี
-    พระครูโอกาส อพฺทสิริ         จ.ปราจีนบุรี
-    พระครูถาวรธรรมนุรักษ์         วัดสว่างอารมณ์ จ.ปราจีนบุรี
-    พระครูนิมิต ปราใส         วัดอินทร์ประชาราษฎร์ จ.ปราจีนบุรี
-    พระปลัดสมบูรณ์ สุมงฺคโล     วัดป่าธรรมศิลาราม จ.บุรีรัมย์
-    พระครูวิมลสารวิสุทธิ์         วัดหนองหัวแรด จ.นครราชสีมา
-    พระครูธีรปุญญาธร         วัดศรีอาเสก จ.สุรินทร์
-    พระครูศรีสุตาลังการ         วัดสว่างอารมณ์ จ.อุบลราชธานี
-    พระครูปริยัติยานุการ         วัดนาแมด จ.อุบลราชธานี
-    พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา     วัดจันวนาประชากร จ.สุโขทัย
-    นางสารภี ศิลา ผอ.สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
-    นายธีระ วัชระปราณี         ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
-    พลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์     ผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นางสาวนราทิพย์ พุ่มทรัพย์     ผอ.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม

คณะทำงานกลาง (คณะกรรมการดำเนินงาน)
๑.    พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์)     วัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา (ภาคอีสาน)
๒.    พระครูสมุหวิเชียร             วัดเจดีย์แม่ครัว จ.เชียงใหม่ (ภาคเหนือ)
๓.    พระดุษฎี เมธงฺกุโร             วัดทุ่งไผ่ จ.ชุมพร (ส่วนกลาง)
๔.    พระอมรมิตร คมฺภีรธมฺโม         วัดถ้ำพระธาตุเมืองเทพ จ.อุทัยธานี (ภาคกลาง)
๕.    พระครูปลัดวรพล  ฐิติคุโณ         วัดควนกาหลง จ.สตูล (ภาคใต้)
๖.    พระสมุห์เกรียงไกร มหาปุญฺโญ         วัดหงส์ประดิษฐาราม จ.สงขลา
๗.    นางอรชร เชี่ยวชาญ             สวนธรรมเทียนสิริ (ภาคอีสาน)
๘.    นายพิสิทธิ์ สุพล             มูลนิธิสวนพุทธรรม จ.ลำพูน (ภาคเหนือ)
๙.    ตัวแทน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
๑๐.    ตัวแทน ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
๑๑.      นายวิษณุ ศรีทะวงศ์             ผู้จัดการแผนทุนอุปถัมภ์เพื่อทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์
๑๒.    พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส     วัดสุทัศนเทพวราราม จ.กรุงเทพฯ (ส่วนกลาง)  เลขานุการ
๑๓.    พระภาณุวัฒน์ จิตฺตทนฺโต     สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่  ผู้ช่วยเลขานุการ
๑๔.    พระวินย์ สิริวฑฺฒโน     วัดระฆังโฆสิตาราม จ.กรุงเทพฯ (ภาคกลาง)  ผู้ช่วยเลขานุการ

กองงานเลขานุการ (ส่วนกลาง)
๑.    พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส    อีเมล์ moralproject@gmail.com
๒.    พระภาณุวัฒน์ จิตฺตทนฺโต    โทร. 084 366 3588 อีเมล์ pj.bhikkhu@gmail.com
๓.    พระวินย์ สิริวฑฺฒโน        โทร. 081 337 4771 อีเมล์ poppywin@gmail.com
๔.    นายพิสิทธิ์ สุพล
๕.    นายชนวิทย์ ธัมมอาสา
๖.    นางสาว สายใจ ปัสตัน
๗.    ผู้แทน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
๘.    นายประญัติ เกรัมย์ ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

คณะพุทธอาสา
-    พระเจษฎา สมาหิโต         วัดกลางราชครูธาราม จ.อ่างทอง
-    พระสังคม ธนปัญโญ         วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่
-    พระอนิวรรตน์ อธิปญฺโญ     วัดทับใน จ.ปราจีนบุรี
-    พระเทวินทร์ เปสโล         วัดสุชัยคณาราม จ.นครราชสีมา
-    พระสมุห์เกรียงไกร มหาปญฺโญ     วัดหงส์ประดิษฐาราม จ.สงขลา
-    พระมหาประสิทธ์ ญาณปฺปทีโป     วัดสว่าง จ.ศรีสะเกษ
-    พระมหาปรกฤษณ์         วัดดุสิตาราม กรุงเทพฯ
-    พระมหาสีไพร อาภาธโร     วัดศรีวนาราม จ.ชลบุรี
-    พระมหาเจรียง โฆสธมฺโม     วัดบูรพา จ.ปัตตานี
-    พระมหาจรูญโรจน์ กวิวํโส     วัดธาตุ จ.ร้อยเอ็ด
-    พระมหาชัยศิลปะ ชัยโชติ     วัดดอนทรายแก้ว จ.ชุมพร
-    พระพันธ์ ธมฺมวิโส         วัดหงส์ประดิษฐาราม จ.สงขลา
-    พระมหาประจักษ์ ธมสมโฆสโก     วัดสระปทุม จ.นครราชสีมา
-    พระจิระศักดิ์ ฐิตปัญฺโญ         วัดดอนคราม จ.กาญจนบุรี
-    แม่ชี ลาวัณย์ เสนพันธุ์
-    น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา
-    นายทรงชัย บูรณพิสุทธ์         สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
-    นายพิสิทธิ์ สุพล         มูลนิธิสวนพุทธรรม จ.ลำพูน
-    นายประชาญ มีสี         สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
-    นายสหัส อมรรัตนานนท์     สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
-    นายปิยะราช เทพสุภา         สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
-    นายธงชัย  ยงยืน        ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน
-    นายสอน  ขำปลอด        ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง
-    น.ส.มาลัย  มินศรี        ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคใต้
-    นายทะนงชัย บูรณพิสุทธิ์    ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคกลาง
-    นางเพ็ญนภา  หัสรังค์        ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคตะวันออก
-    นายสุวิชน์ วัฒนารมย์        ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคตะวันตก
-    นายนิรุจน์  อุทธา        ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคอีสานบน
-    นายบำรุง   เป็นสุข        ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาคมงดเหล้าภาคอีสานล่าง
-    นายชาญ รูปสม            ผู้ประสานางานเครือข่ายชุมชนกรุงเทพมหานคร
-    นายสมศักดิ์ ขำสำเภา         จ.ปราจีนบุรี
-    นายนามา แสงดอกข้อง         จ.อุทัยธานี
-    นายเฉลิมชัย สันทัดรัมย์     จ.กาญจนบุรี
-    นายบุญส่ง เทิดโพธิ์         จ.นครราชสีมา
-    นายประสาท บุปผาดี         จ.อุบลราชธานี
-    นายวิทยา เกษมศรี         จ.นครราชสีมา
-    นายสมพร ทาทิพย์         จ.อุบลราชธานี
-    นายดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์     ศูนย์เรียนรู้อาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา
-    นางสาววีญา เดชเฟื่อง         คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-    นายธนินทร์ ปูรณัน         มูลนิธิศูนย์ ๙๐ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ.สงขลา
-    นายวสันต์ สินหทรณ์         วัดทุ่งไผ่ จ.ชุมพร
-    นายถนอมศักดิ์ พิษพิรมย์     วัดดอนทรายแก้ว จ.ชุมพร
-    นายประมวล บุญมา         ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นาวาอากาศเอกหญิง สุชาดา แสงเกร็ด กองทัพอากาศ
-    นางสาวเสาวลักษณ์ สุวรรณเครือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
-    นางสาวสุขุมาลย์ มลิวัลย์     ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นางสาวรัดใจ เปียแก้ว         ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นางสาวภารวี มากะจาย     ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นางสาวณัฐสุดา พลเวียง จ.กาญจนบุรี
-    นางสาวสายใจ ปัสตัน         ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
-    นางสาวชุลีพร อ่อมเนตร
-    คุณอรชร เชี่ยวชาญ         สวนธรรมเทียนสิริ จ.บุรีรัมย์
-    คุณนิภาวัลย์ เจริญกุล         วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
-    คุณอัจฉรา สมบูรณ์         โรงเรียนรุ่งอรุณ
-    คุณอาภาภรณ์ กิจศิริ
-    นายชนวิท ธัมมอาสา
* ยังมีบุคคลที่สมัครเพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายท่าน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

รายชื่อภาคีเครือข่าย (ณ วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔)
๑.    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
๒.    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)
๓.    สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
๔.    กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
๕.    ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ องค์การมหาชน สำนักนายกรัฐมนตรี
๖.    เครือข่ายพุทธิกา
๗.    เครือข่ายจิตอาสา
๘.    หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินฺทปญฺโญ
๙.    คณะพระธรรมวิทยากร ฝ่ายบริการฝึกอบรม ส่วนธรรมนิเทศ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑๐.    กลุ่มเสขิยธรรม
๑๑.    กลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อเครือข่ายวิถีพุทธ
๑๒.    สวนพุทธธรรม สาขาวัดพระธาตุหริภุญไชย จ.ลำพูน
๑๓.    มูลนิธิเพื่อเพื่อนมูลนิธิและเพื่อนอาสา
๑๔.    โรงเรียนรุ่งอรุณ
๑๕.    มูลนิธิภิกษุปัญญานันทะ
๑๖.    มูลนิธิศูนย์ ๙๐ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๗.    พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
๑๘.     เสถียรธรรมสถาน
๑๙.     สำนักข่าวเด็กและเยาวชน ขบวนการตาสับประรด

* ยังมีองค์กร/เครือข่ายที่ประสงค์เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ธงศาสนาพุทธ

ธงศาสนาพุทธ ที่ใช้ทั่วไปสำหรับในประเทศไทย คือ ธงพระธรรมจักร อันหมายถึง ธรรมะที่นำไปสอนในที่ต่าง ๆ แล้วยังความสันติสุขให้เกิดขึ้นในที่นั้น ๆ ลักษณะธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเหลืองแก่ (สีกรัก) ตรงกลางเป็นรูปพระธรรมจักรสีแดง


ธงธรรมจักร

ปกติแล้ว รูปธรรมจักรนั้นมักทำเป็นรูปธรรมจักรประกอบด้วยซี่ล้อหรือกำ 8 ซี่ แต่ละซี่มีความหมายถึงองค์ของอริยมรรคแต่ละองค์ อันมีองค์ 8 วงล้อหมายถึง ทุกข์และสมุทัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเกิดมาแล้วจะต้องประสบ ดุมที่เป็นศูนย์กลางและสงบนิ่งไม่หมุน หมายถึง จุดหมายสูงสุด คือ นิโรธหรือนิพพาน

จำนวนซี่ล้อหรือกำในพระธรรมจักรนั้น หากมีจำนวนต่างกันออกไป ก็อาจแทนปรัชญาธรรมอื่นๆ ได้ดังนี้

สำหรับธงพระธรรมจักรของไทยนั้น นิยมทำรูปพระธรรมจักรให้มีกำ 12 ซี่ ดังภาพที่ปรากฏในหน้านี้

ในพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาหรือในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชาก็จะมีการประดับธงธรรมจักรตามสถานสำคัญต่าง ๆ เสมอ

ธงฉัพพรรณรังสี

ธงศาสนาพุทธสากล

ธงศาสนาพุทธในระดับสากลนั้น ใช้ธงที่มีชื่อว่า ธงฉัพพรรณรังสี คำว่า "ฉัพพรรณรังสี" แปลว่ารัศมี 6 สี ซึ่งกล่าวกันว่าแผ่ออกจากพระกายของพระพุทธเจ้า คือ

  • สีนีละ - สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน
  • สีปีตะ - สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง
  • สีโรหิตะ - สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อน
  • สีโอทาตะ - สีขาวเงินยวง
  • สีมัญเชฏฐะ - สีแสดเหมือนหงอนไก่
  • สีประภัสสร - สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก (คือสีทั้ง 5 ข้างต้นรวมกัน)

อนึ่ง สีในธงแต่ละสียังมีความหมายอื่นแฝงดังต่อไปนี้

สีนีละ: พระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันแผ่ไพศาลไปทั่วสกลจักรวาล
สีปีตะ: มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง คือ การหลีกเหลี่ยงความสุดโต่งทั้งปวง
สีโรหิตะ: การอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จ สมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา คุณงามความดี ความเป็นผู้มีโชค และเกียรติยศทั้งปวง
สีโอทาตะ: ความบริสุทธิ์แห่งพระธรรม ซึ่งเป็นของที่ไม่จำกัดกาล (อกาลิโก) และนำชนไปสู่ความหลุดพ้น
สีมัญเชฏฐะ: พระปัญญาคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สีประภัสสร: ความจริงทั้งหมดในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ธงนี้ออกแบบโดยพุทธสมาคมโคลอมโบ เมื่อ พ.ศ. 2423 พันเอกเฮนรี เอส. โอลคอตต์ เป็นผู้แก้ไขให้เป็นแบบที่ใช้ในปัจจุบัน เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2428 ที่ประเทศศรีลังกา ต่อมาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (World Fellowship of Buddhists - WFB) ได้ประกาศให้ธงนี้เป็นธงพุทธศาสนาสากลเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2493กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

๒,๖๐๐-๘๔
รหัสศักดิ์สิทธิ์ เพื่อ....การเยียวยาสังคม
และ... ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลก

หลังจากได้รับและช่วยกันส่งต่อเมล์แห่งสติ “วันนี้วันพระ วันพระงดเหล้า” ในฐานะธรรมอาสาสมัครสื่อสารความดี ก็รู้สึกดีเป็นมงคลแก่ชีวิตจริงๆ รู้สึกได้บุญกุศลเอิบอิ่มในจิตใจ งานนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมจิตอาสาง่ายๆ ที่ทุกท่านสามารถร่วมบุญกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สสส. ได้ในแต่ละวันพระ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในระหว่างวันวิสาขบูชา ๒๕๕๔ – วิสาขบูชา ๒๕๕๕ พร้อมกับชาวพุทธทั่วโลก ซึ่งจะมีกิจกรรมปีโหมโรงเป็นปฏิบัติบูชาตั้งแต่วิสาขบูชา ๒๕๕๓ เป็นต้นไป และจะมีกิจกรรมปีส่งท้ายถึงวิสาขบูชา ๒๕๕๖ โดยบุญกุศลที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จะน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่จะทรงมีพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา และยังจะเป็นการทำบุญร่วมกันของคนไทยทั้งชาติเพื่ออุทิศให้กับผืนแผ่นดินมาตุภูมิประเทศไทย
    ความจริงแล้ว ก่อนปีพ.ศ.๒๕๐๒ ก่อนที่ชาวพุทธในประเทศไทยจะถูกวางยาให้วิถีชาวพุทธอ่อนแรงและสลายหายไปจากสังคมไทย โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับหนึ่ง วิถีวันโกนวันพระ เป็นวิถีแห่งการทำบุญร่วมกันของครอบครัวและชุมชนไทยพุทธมาโดยตลอด (วันพระหรือวันอุโบสถ แปลว่าวันเข้าใกล้ยา หรือวันที่เข้าไปรับยา โรคโลภ-โกรธ-หลง ต้องให้ยาอย่างน้อย ๗ วันครั้ง ซึ่งทุกวันนี้ คริสต์ก็ยังไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ มุสลิมไปมัสยิดทุกวันศุกร์ ..แล้วพุทธล่ะ??) วันพระได้ทำหน้าที่เป็น “วันแห่งสติ” โอบล้อมให้ทุกครอบครัวทุกชุมชนได้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันถึงภาวะ “ละอายชั่วกลัวบาป” “ใฝ่บุญใฝ่กุศล” “บุพเพสันนิวาส-สมานสามัคคี” ซ้ำๆ พร้อมๆ กันทุก ๗-๘ วัน ทุก ๗-๘ วัน       ตามหลักอปริหานิยธรรม อุปมาเป็นเสมือนเขื่อนที่คอยดักบาปอกุศลไว้ไม่ให้แพร่ระบาด และทำหน้าที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุด(minimum standard) ที่จะให้คนในสังคมได้ทำบุญความดีร่วมกันอย่างน้อยปีละประมาณ ๕๐ ครั้ง เมื่อถูกภาครัฐวางยานำวิถีวันโกนวันพระนี้ออกไปแล้ว ไม่มีการเยียวยาหรือชดเชยใดๆ ครอบครัวและชุมชนไทยพุทธที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประมาณ ๙๕% ก็ขาดกิจกรรมทำบุญร่วมกัน (เหลือเพียงปีละครั้ง บางครอบครัวแม้แต่ปีละครั้งก็ทำไม่ได้ แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์กลายเป็นทำบาปร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น เป็นวันขี้เกียจ เมา เที่ยว ฯลฯ) ขาดการบ่มเพาะให้เรียนรู้แบบซึมซับซ้ำๆ ถึงความละอายชั่วกลัวบาป ใฝ่บุญใฝ่กุศล  ชุมชนเองก็ขาดกิจกรรมทำบุญร่วมกัน ไม่ได้ล้อมวงทานข้าวร่วมกันของหลายๆ ครอบครัวในชุมชนเดียวกันที่วัดเหมือนแต่ก่อน คนกลางคนวัยทำงาน เด็กและเยาวชนวัยเรียน ก็ถูกกันออกจากวัด เพราะถูกทำให้การไปวัดวันพระเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าเป็นราชการก็หนีราชการ หรือเป็นสิ่งน่าละอายว่าหนีงานหนีเรียน เหลือแต่คนแก่ชราไปวัด และเนื่องด้วยว่าวัดนั้นนอกจากจะทำหน้าที่ทางศาสนาแล้วยังเป็นศูนย์กลางทางวิถีวัฒนธรรมประเพณีด้วย เมื่อคนไทยถูกวางยาให้แปลกแยกจากวัดมา ๕๐ ปี ทั้งพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยในแต่ละท้องถิ่น จึงถูกทำให้อ่อนแรงลงและแปลกแยกจากคนไทยมากขึ้นไปด้วยกัน ทั้งพระและฆราวาสต่างก็ถูกวางยาให้แปลกแยกต่างคนต่างอยู่และเสื่อมลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย (และต่างฝ่ายต่างโทษกัน)
    วิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงที่ส่อแววนำพาประเทศชาติไปสู่หายนะอันใกล้นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ออกมาให้เห็นนิดหน่อยเท่านั้น เป็นฟางเส้นท้ายๆ ที่ถูกสั่งสมมาจากสาเหตุหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกวางยาทำลายวิถีสามัคคีทำบุญร่วมกันไปถึง ๕๐ ปี (ปีละ ๕๐ ครั้ง รวมเป็นจำนวน ๒,๕๐๐ ครั้งแล้วที่ครอบครัวและชุมชนไทยพุทธไม่ได้ทำบุญร่วมกัน เท่ากับสังคมไทยขาดยาไป ๒๕๐๐ doses จึงป่วยใกล้ตายแบบนี้) เมื่อกินแต่บุญเก่าบุญใหม่ไม่เติม  เติมแต่บาปอกุศลทุกวันทุกคืน บาปมวลรวมประชาชาติจึงหนักยิ่งยวด แต่บุญมวลรวมเบาโหวงเหวง เมื่อกระบวนการ (process) แห่งความรักสมัครสมานสามัคคีไม่มี เมื่อกระบวนการ (process) แห่งความละอายชั่วกลัวบาปไม่มี เมื่อกระบวนการ (process) แห่งบุญกุศลไม่มี เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นวิถีชีวิต  ผลลัพธ์ (output) จึงเป็นอย่างที่เห็น ครอบครัวไม่อบอุ่น ชุมชนไม่เข้มแข็ง แตกแยกสามัคคีไปทุกหย่อมหญ้า ปัจเจกบุคคลเสื่อมทรามจากศีลธรรม ไม่ละอายชั่วกลัวบาปไม่ใฝ่บุญใฝ่กุศล (จะหวัง นักการเมืองดี หมอ ครู ฯลฯดีจากไหน ถ้าไม่มีprocessสร้าง) ละโมบโลภมากเข้ามายื้อแย่งอำนาจและผลประโยชน์  ความโกรธที่เกรี้ยวกราดรุนแรงจองเวรอาฆาตไม่สิ้นสุดกับฝ่ายตรงข้ามที่ยื้อแย่งกัน  ความหลงงมงายในลัทธิความเชื่อทางการเมืองที่ถูกปลุกปั่นจนสุดโต่งไม่มีใครยอมใคร จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้ดาษดื่น และนับวันแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น  หากไม่ตัดตอนวิถีทำบาปร่วมกัน แล้วหวนกลับมาฟื้นฟูวิถีทำบุญร่วมกัน ให้วันพระ ย้อนกลับมาเป็น “วันแห่งสติ” ของสังคมไทยอีกครั้ง มัวแต่แก้ไขที่เปลือกผิวด้วยเทคนิคทางรัฐศาสตร์นิติศาสตร์เท่านั้น สังคมไทยจะเข้าสู่มิคสัญญีและกลียุคเป็นแน่แท้ ดังนั้นการที่ช่วยกันฟื้นคืนให้วิถีทำบุญร่วมกัน กลับมาเป็นอ้อมกอดอันอบอุ่นและปลอดภัยของมารดาคือธรรมะ ให้แก่ครอบครัวชุมชนและสังคมไทยอีกครั้ง ให้กลับมาเป็น minimum standard ของสังคมไทยอีกครั้ง  จึงเป็นหนทางเดียวหรือเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายแล้วที่เราจะมีโอกาสเยียวยากันและกัน โดยตรงไปที่สาระอันเป็นการปฏิบัติบูชาที่แท้จริง และยั่งยืน.
    ไม่ว่าวิกฤตการณ์ในปัจจุบันจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม หากเราทำให้มนุษย์สามารถค้นพบและดึงด้านที่ดีงามของจิตใจออกมาให้ได้ เกิดปัญญาอันมีกำลังที่เอาชนะด้านมืดในใจให้จางหายมลายไปได้ ด้วยการทำบุญร่วมกันให้เป็นวิถี เราจะสามารถพลิกฟื้นสังคมไทยจากหุบเหวแห่งหายนะ แล้วก้าวข้ามหรือยกระดับไปสู่สำนึกสาธารณะที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก  ให้การรับรู้ของคนทั่วโลกที่มีต่อคนไทย ว่าเป็นคนมีน้ำใจ ให้อภัย ใฝ่บุญกุศล ได้อีกครั้งหนึ่ง

ในโอกาสนี้  เครือข่าย ๒๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตีเฉลิมราช ขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนทุกท่าน มาร่วมบุญกุศลอันยิ่งใหญ่  ด้วยการช่วยกันคิดกิจกรรมการทำบุญกุศลร่วมกันในระดับครอบครัว ชุมชน และช่วยกันฟื้นคืนให้เป็น "วิถีทำบุญร่วมกัน" ของชุมชนชาวไทยพุทธอีกสักครั้ง เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา เฉลิมฉลองแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโอกาสตรัสรู้ครบ ๒,๖๐๐ ปี และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงมีพระชนมายุ ๘๔ พรรษา  ดังนี้
๑. สื่อสารวันพระให้เป็น “วันแห่งสติ” คิดค้นวิธีการสื่อสารความดี ให้คนได้ระลึกถึง "วันพระ" ในทุกๆ วันพระ (ทุกๆ ๗-๘ วัน: ขึ้น ๘ ค่ำ, ขึ้น ๑๕ ค่ำ, แรม ๘ ค่ำ, แรม ๑๔/๑๕ ค่ำ) เพื่อสร้างจิตวิทยาการเรียนรู้โดยรวมทั้งสังคมไทย ให้เกิดความตื่นรู้ในทุกวันพระ ทำให้วันพระเป็น "วันแห่งสติ" ของสังคมไทยอีกครั้ง (เป็นวันแห่งการละอายชั่วกลัวบาป วันแห่งบุญกุศล วันแห่งการรับธรรมโอสถ)  มาตรฐานขั้นต่ำอยู่ที่ เดือนละ ๔ ครั้ง หรือ  ปีละประมาณ ๕๐ ครั้ง
๒. ทำบุญใหญ่ร่วมกันทุกวันเพ็ญ มีกิจกรรมการแสดงออกร่วมกัน ถึงการทำบุญกุศลครั้งใหญ่ ละบาปอกุศลความชั่วครั้งใหญ่ ในระดับชุมชน หมู่ของครอบครัว หรือหน่วยงานองค์กรของตนเอง ในทุกๆ วันพระที่เป็นวันเพ็ญ(ขึ้น ๑๕ ค่ำ คืนจันทร์เต็มดวง)  มาตรฐานขั้นต่ำตกเดือนละ ๑ ครั้ง  หรือ ปีละ ๑๒ ครั้ง
๓. ทำบุญร่วมกันในครอบครัวทุกสัปดาห์ มีกิจกรรมในระดับครอบครัวของตนเองหรือระดับส่วนบุคคล ที่ทำให้ได้ทำบุญ หรือเรียนรู้ธรรมะร่วมกัน หรือเป็นกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง  อาจเลือก ทุกวันเสาร์ ทุกวันอาทิตย์ หรือทุกวันพระ ก็ได้ ตามความสะดวกและเหมาะสม ซึ่งจะตกประมาณ ปีละ ๕๐ ครั้ง เป็นอย่างน้อย

ถ้าทำอย่างนี้ได้สำเร็จ จะทำให้สังคมไทยพุทธ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่กว่า ๙๕ % ของสังคมไทย
ได้มีมาตรฐานขั้นต่ำสุด (minimum standard) ทางศีลธรรมกลับมาสักที
เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ครอบครัวชุมชน ได้ละอายชั่วกลัวบาป  ใฝ่บุญใฝ่กุศล ทุก ๗-๘ วัน
เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ครอบครัวชุมชน ได้มีความอบอุ่นและรักใคร่สามัคคีกัน ทุก ๗-๘ วัน
ได้เกิดเป็นวิถีซ้ำๆ ที่ลงมือปฏิบัติกันจริงๆ มิใช่แค่สักแต่ว่ารณรงค์แต่ไม่มีกระบวนการ!!

ขอทุกท่านผู้มีสัทธาและปัญญาในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้โปรดปรึกษาหารือคิดค้นกิจกรรมร่วมกัน แล้วร่วมกันดำเนินการกิจกรรมนั้นๆ ให้เกิดการสืบต่อต่อเนื่อง เกิดการยอมรับรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างลงตัว จนกลายเป็นวิถีชีวิตชาวพุทธที่ดีงามในสังคมไทยขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง
แล้วถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร ได้โปรดส่งข่าวสารให้ได้รับทราบและอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ร่วมกันต่อไป

ธรรมอาสาสมัครเครือข่าย “๒,๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตีเฉลิมราช”
www.moralproject.net
 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น