ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างสรรค์หลังเลิกเรียนที่บ้านคุณปู่ฯ

   สถานการณ์ เด็กและเยาวชนของสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นปัญหาที่ทำให้เยาวชนต้องอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงมากมายรอบตัว ล้วนเกิดขึ้นมาจากสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอ สื่อลามก พื้นที่ที่ไม่สร้างสรรค์ และระบบการศึกษาที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก สถาบันรามจิตติ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในการสนับสนุนของ สสส. จับมือกันจัด “โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด ชิลด์ วอทช์ (Child Watch) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” เพื่อเฝ้าระวัง ศึกษาข้อมูล และปัญหาของเยาวชนในด้านการศึกษา สุขภาพ และปัญหาด้านสังคม พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างสังคมที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน

  โดยเฉพาะปัญหาของเยาวชนไทยในภาคอีสาน ที่ส่งผลกระทบและมาแรงที่สุดในปีนี้ก็คือ “สื่อสมัยใหม่” ทั้งอินเทอร์เน็ต หรือสื่อรูปแบบใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้เยาวชนหมดเวลาและเงินไปกับสื่อเหล่านี้ นับเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นโดยมีแนวโน้มของการใช้ที่สูงมากขึ้นโดยสัมพันธ์ กับเวลาที่ใช้ โครงการบ้านหลังเรียน “แหล่งเรียนรู้ชุมชนบ้านหลังเรียนปู่ทวดครูสิงห์” บ้านกุดแคน ต.หนองโน อ.เมือง จ.มหาสารคาม จึงเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาภายใต้การดำเนินงานของชิลด์ วอทช์ ภาคอีสาน เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของ “ปู่ทวดครูสิงห์ ฤทธิเดช” อดีตครูประชาบาลที่อยากสร้างโรงเรียนให้ชุมชน และ แก้ปัญหาเยาวชนใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนไปทำกิจกรรมเสี่ยง ด้วยการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อกันเด็กและเยาวชนไม่ให้หลงทางเข้าไปใช้ ชีวิตอยู่ในพื้นที่เสี่ยงในสังคม ให้หันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ภายใต้แนวคิดเด็กนำผู้ใหญ่หนุน

  "อ.ป้าต๋อย" ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผอ.และผู้ประสานงานแหล่งเรียนรู้ชุมชนฯ เล่าว่า แต่ละวันจะมีเด็กๆ ในชุมชนมาทำกิจกรรมตามความสนใจและถนัดในบ้านหลังนี้ ทั้งกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เป็นหลักสูตรทางเลือกโดยจะมีครูจิตอาสาที่เป็นนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก มาช่วยเติมเต็มความรู้ส่วนนี้ให้ และกิจกรรมตามอัธยาศัย เช่น การเล่นดนตรีพื้นเมือง กลุ่มปลูกพืชผักสวนครัว ทำการบ้านตามมุมต่างๆ การเล่นม้าโยก เล่นไกวเปล ฯลฯ

 “ผลลัพธ์ที่เราพบก็คือ เด็กมีความรักสามัคคีกันมากขึ้น ที่สำคัญยังลดภาวะเสี่ยงในเรื่องของเด็กติดสื่อ ติดเกม เพราะใช้เวลาไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์ตรงนี้ร่วมกัน จึงเหมือนกับเป็นพื้นที่ปลอดภัยของชุมชน เป็นสวนสนุกของชุมชน ที่จะได้ทั้งความรู้ความบันเทิง เสริมสติปัญญา เสริมสุขภาวะทั้งทางด้านสังคมและจิตใจ” อาจารย์ป้าต๋อยระบุ

 กิจกรรมสร้างสรรค์นี้ทำให้ "น้องน้ำ" ด.ญ.ฉัตรชบา รังวัดสา นักเรียนชั้น ม.1 ร.ร.สารคามวิทยาคม ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเด็กและเยาวชนฯ ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ทุกวันหลักเลิกเรียนเธอและเพื่อนๆ จะมาที่บ้านปู่ทวดครูสิงห์ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ประมาณ 30 นาทีก่อนกลับบ้าน โดยไม่ต้องไปเรียนพิเศษในเมืองก็มีความรู้เพิ่มขึ้นได้ และเวลามีปัญหาก็สามารถปรึกษาคุณครูได้ตลอดเวลา

 ด้าน ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้จัดการสถาบันรามจิตติ หัวหน้าโครงการชิลด์ วอทช์ บอกว่า โครงการบ้านหลังเรียนเกิดขึ้นมาจากงานวิจัยที่พบว่าเด็กมีเวลาเสี่ยงหลัง เลิกเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยร้อยละ 10-15 ที่หลังเลิกเรียนแล้วกลับบ้านอยู่คนเดียว ในบางพื้นที่ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่พ่อแม่ต้องไปทำงานในนิคมฯ ตัวเลขนี้ก็จะยิ่งสูงถึงร้อยละ 20
“การที่เด็กกลับบ้านแล้วไม่มีใคร อยู่ด้วย ทำให้เด็กใช้เวลาเป็นเวลาเสี่ยง บางคนก็ไปอยู่ร้านเกม หรือไปมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ เพราะฉะนั้น บ้านหลังเรียนจึงเป็นประโยชน์กับเด็กโดยตรง โดยสามารถตอบโจทย์ของปัญหาเด็กในสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี ที่มีเวลาเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น เราก็ทำให้เกิดเวลาที่ดี พื้นที่ดีๆ เพิ่มขึ้นแทนที่ บ้านหลังเรียนจึงเข้ามาแก้ปัญหาให้เด็กได้มีทางเลือกมากขึ้นและมีพื้นที่มา ทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้สิ่งดีๆ หลังเลิกเรียน” หัวหน้าโครงการชิลด์ วอทช์ กล่าวสรุป

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net

7มหา"ลัยสร้างฝาย เข้าค่าย"กล้าใหม่...ใฝ่รู้"

โครงการจิตอาสาและการสร้างเครือข่ายเยาวชน "กล้าใหม่...ใฝ่รู้" ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2552 ที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ให้การสนับสนุน

ได้นำเยาวชนกว่า 80 คนจาก 7 สถาบันการศึกษาภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาฯ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์

ไปร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำ เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่น้ำตกห้วยม่วง ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน โดยโครงการกล้าใหม่...ใฝ่รู้นี้เป็นโครงการที่มูลนิธิจัดขึ้นทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศได้ทดสอบความรู้ ความสามารถ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย

"เอฟ"นายพรเทพ ศรียาบ น.ศ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบโครงการจิตอาสาฯ บอกว่า "การสร้างฝายก็คล้ายกับการสร้างเครือข่ายฯ ขอเพียงแต่ละคนช่วยกันลงแรงคนละนิดคนละหน่อย เราก็สามารถสร้างฝายที่ช่วยรักษาป่าต้นน้ำ และเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรของชุมชนได้ ดังนั้น ถ้าแต่ละสถาบันมีความสามัคคีกัน เครือข่ายเยาวชนฯ ภาคเหนือ คงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก"

"โอห์ม "นายวีระ นากระโทก คณะวิทยาลัย สหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง กล่าวถึงความรู้สึกว่า "ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมสร้างฝายครั้งนี้ ดีใจที่เห็นทุกคนมาทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม หล่อหลอมให้ผมเรียนรู้การเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ให้โดยมีจิตอาสาและได้รับความอิ่มเอมใจจากสิ่งที่ทำ ผมจึงอยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนอื่นต่อไป"

นอกจากเยาวชนได้ ช่วยสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว น้องๆ ยังอาสาพัฒนาชุมชนร่วมกับเยาวชนท้องถิ่น อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ด้วยการเก็บขยะและปลูกต้นไม้ข้างทางกว่า 100 ต้น ก่อนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานอาสาที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการ แล้วร่วมกำหนดทิศทางการทำกิจกรรมของเครือข่ายเยาวชน "กล้าใหม่...ใฝ่รู้" ภาคเหนือ ในอนาคต

โดยเยาวชนทั้ง 7 สถาบันได้คัดเลือกตัวแทนผู้ประสานงานของแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดการทำกิจกรรมจิตอาสาและคัดเลือกคณะกรรมการ เครือข่ายเยาวชนฯ ในโอกาสต่อไป

"นนท์"นายธวัชวิทย์ โพธิ์ศรี ชั้นปีที่ 3 สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ บอกว่า การสร้างเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาภาคเหนือเป็นความฝันของตนเลย ซึ่งโครงการนี้สอนให้เราทำงานอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

"โครงการ ธนาคารขยะฯ ของผม ตอนนี้ก็ขยายผลลงสู่ชุมชนได้เยอะ ชาวบ้านรู้จักคัดแยกขยะ และสนใจเข้ามาศึกษาดูงานการทำบ่อน้ำหมักมูลไส้เดือนดินเพื่อลดปริมาณขยะสดใน ครัวเรือนถึงในมหาวิทยาลัย ตอนนี้วางแผนกันว่าจะตั้งศูนย์อาสาสมัครในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ด้วย"

ด้าน "หนุ่ย"นายธรรมศักดิ์ ภักดี ชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า เครือข่ายเยาวชนฯ ภาคเหนือ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ปัจจุบันได้ก่อตั้งชมรมกล้าใหม่...ใฝ่รู้ ขึ้นในสถาบัน เพื่อเป็นแหล่งพบปะของคนที่มีใจรักงานอาสา ภายใต้แนวคิด "สานงานต่อ ก่องานใหม่ รับใช้ชุมชน" โดยขยายขอบเขตการทำงานเข้ามาช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ในชุมชน และกำลังดำเนินโครงการ "บาทเดียว ซื้อนมให้น้อง ช่วยให้น้องได้เรียน" ในเดือนม.ค.ปีหน้า เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารและเป็นทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยเด็กซึ่งติดเชื้อ เอดส์มาจากพ่อแม่

เป็นอีกก้าวที่นักศึกษาได้พัฒนาตัวเอง และพัฒนาสังคม

 

ที่มา : http://www.khaosod.co.th

เด็กไทยใจอาสา

เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่กำลังถูกจับตามองจากสังคมอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่า  พวกเขาจะเดินพ้นโค้งอันตรายที่มีมากมายในสังคมปัจจุบันไปได้อย่างไร   และดูเหมือนว่าจะมีอยู่เพียงสิ่งเดียวในขณะนี้ที่พอจะช่วยให้พวกเขาไม่ก่อ ปัญหาให้กับสังคม  และยังสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย  นั่นคือการมีพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแรงเท่านั้น

     แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆ  แต่บทบาทของเยาวชนก็มีความสำคัญต่อครอบครัวและสังคมเช่นเดียวกัน   สมาคมสายใยครอบครัวจึงได้จัดโครงการเปิด  'บ้านตามหา  น'  ขึ้น  โดยจัดอบรมให้กับอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้  ทำความเข้าใจและเข้าไปสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยโรคจิตเวช  ที่ในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  และจากผลสำรวจของเอแบคโพลล์พบว่า  ประชาชนกว่าร้อยละ  90  ยังมีอคติกับผู้ป่วยโรคจิตเวช

     อย่างไรก็ตาม  ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโรคจิตเวช  คือครอบครัวโดยตรงของผู้ป่วย  ซึ่งต้องแบกรับภาระหนักทั้งในการดูแลผู้ป่วย  ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ต้องอยู่ในสภาพจิตใจที่โศกเศร้า  ตึงเครียดยาวนาน  ต้องเผชิญกับความรุนแรงในสภาวะวิกฤติของผู้ป่วย  เมื่อผู้ป่วยทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น   และต้องเผชิญแรงกดดันจากคนในสังคมที่แบ่งแยก  กีดกัน  และเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย

     แพทย์หญิงสมรัก  ชูวานิชวงศ์  นายกสมาคมสายใยครอบครัว  เปิดเผยว่า  ปัจจุบันผู้ป่วยจิตเวชมีจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ในประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเภท  ซึ่งเป็นโรคจิตเวชร้ายแรง  1%  ของประชากร  หรือประมาณ  600,000  คน  และผู้ที่มีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้แต่ไม่รู้ตัวอยู่ถึงร้อยละ  8-12  หรือราว  5-7  ล้านคน  ซึ่งเป็นจำนวนที่มาก  ในจำนวนผู้ป่วยโรคจิตเวชหลายล้านคน  มีเพียงร้อยละ  5  ที่เข้าถึงการบริการ

     "เพราะถ้าไม่หนักจริงๆ  ก็ไม่มารับการรักษา  บางคนไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น  บางทีครอบครัวเองก็ยอมรับไม่ได้ว่ามีคนในครอบครัวเป็น  กว่าจะมาถึงมือหมอก็อาการหนักมาก  ซึ่งหากครอบครัวและผู้ป่วยได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ  ก็จะสามารถรับมือกับโรคจิตเวชได้เป็นอย่างดี  เราจึงมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่  ซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการดำรงอยู่ของครอบครัวและสังคม   โครงการเปิดบ้าน  'ตามหา  น'  นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ   ที่เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสและเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชแล้ว  ยังสอดแทรกเรื่องของการเป็นผู้ให้  และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์  ให้พวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาเป็นงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ  อาทิ  งานเขียน  บทความ  ภาพเขียน  ละคร"

     เด็กและเยาวชนจำนวน  126  คนจาก  4 2 ทีม  ถ่ายทอดประสบการณ์การ  'ตามหา  น'  ในครอบครัวผู้ป่วยจิตเวช  126  ครอบครัว  ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ  กัน  แล้วแต่มุมมองและเรื่องราวที่ได้เข้าไปสัมผัสของแต่ละคนแต่ละครอบครัว  โดย  "น"   นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความหมายหลายอย่างในครอบครัว  เช่น  น่ารัก-ครอบครัวมีความรัก  ความอบอุ่น,  น่าอยู่-ครอบครัวมีความเข้าใจกัน,  หนักแน่น-ครอบครัวเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน,  แน่วแน่-ครอบครัวมีความไว้ใจ  ใส่ใจซึ่งกันและกัน,  นุ่มนวล-ครอบครัวใช้วาจานุ่มนวลพูดคุยปรับความเข้าใจกัน   

     อัษฎาวุธ  เหลืองสุนทร  ศิลปินต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการด้วยจิตอาสา  และเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องในการทำงานศิลปะการแสดง  ฝากว่า  โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  ไม่ต้องกลัวสังคมไม่ยอมรับ  เพราะเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกคนและก็รักษาให้หายได้  อย่าปล่อยให้อาการหนักมาก  เพราะจะทำให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ  ต้องเผชิญกับภาวะเครียด  และก็ทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข

     "ในทุกๆ   ความหมายของตัว  'น'  จะเป็นสายใยที่เชื่อมต่อความรู้สึกของทุกคนในครอบครัวไว้   ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้ในสังคม  โครงการเปิดบ้าน  'ตามหา  น'  เป็นเพียงก้าวแรกของการปลูกฝังจิตสำนึกให้ทุกคนในสังคมได้ตระหนักถึงความ สำคัญของโรคจิตเวช  โดยผ่านเด็กและเยาวชนไทยหัวใจกล้าหาญกลุ่มนี้  ต้องขอปรบมือให้กับพวกเขาครับ"

     ลูกศร-ศรกมล  ไทยภักดี  โรงเรียนราชินีบน  เล่าถึงความรู้สึกประทับใจในการเข้าไปสัมผัสครอบครัวผู้ป่วยจิตเวชครอบครัวหนึ่ง

     "ครอบครัวนี้น่ารักมาก  จากการที่เขาทั้งคู่มารับการรักษาเลยพบรักกิน  แต่งงานกัน  ปัจจุบันมีลูก  1  คน  อายุ  14-15  เป็นช่วงวัยรุ่นพอดี  ที่น่าสนใจก็คือภรรยาหายดีแล้ว  แต่สามียังมีอาการอยู่บ้างบางครั้ง  หงุดหงิด  และบางครั้งก็แต่งตัวผิดปกติ  ซึ่งหากคนไม่เข้าใจเรื่องเกี่ยวโรคจิตเวชก็คงจะต้องเผชิญกับภาวะเครียดมาก   ที่น่าเป็นห่วงคือลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น  แต่เขาก็อยู่ได้อย่างมีความสุข  เพราะครอบครัวมีความเข้าใจกัน" 

     อ๊ะ-อริยาภรณ์  มุ่งพูนกลาง  อายุ  18  ปี  จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี  หนึ่งในอาสาสมัครวัยทีนที่มีความฝันอยากจะเป็นจิตแพทย์  กล่าวว่า  การเข้าเป็นอาสาสมัครทำให้เข้าใจผู้ป่วยและครอบครัวเขามากยิ่งขึ้น  

     "ตอนนี้คิดว่าวัยรุ่นจะมีปัญหาทางจิตเวชกันเยอะ  และอาจจะไม่รู้ตัว  ก็คือโรคอารมณ์สองขั้ว  โรคซึมเศร้า  อาจจะเป็นเพราะความเครียดของวัยรุ่นซึ่งมีเยอะมาก  ไหนจะเรื่องเรียน  เรื่องครอบครัว  เรื่องเพื่อนฝูง  ก็เลยทำให้สารเคมีในสมองผิดปกติก็ได้ค่ะ"
 

 

ที่มา : http://www.thaipost.net/

ยูเอ็นรับรองสถานะผู้ลี้ภัยพม่าในมาเลเซียเพิ่มขึ้น

ยูเอ็นรับรองสถานะผู้ลี้ภัยพม่าในมาเลเซียเพิ่มขึ้น
โดย : สาละวิน นิวส์(3/12/2009 01:18 PM)

สำนัก งานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ให้การรับรองสถานะแก่ผู้ลี้ภัยชาวชิน มอญ ไทยใหญ่และคะฉิ่นจากพม่าที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย จำนวนกว่า 11, 000 คนในปีนี้

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ลี้ภัยทั้งหมดประกอบด้วย ชาวชินจำนวน 5, 000 คน ชาวมอญ 1,800 และชาวคะฉิ่นและไทยใหญ่อีกจำนวน 1,000 คน รวมถึงผู้ลี้ภัยกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ชาวอาระกันยังไม่ได้รับการรับรองสถานะในปีนี้ อย่างไรก็ตามนับเป็นปีแรกที่ทาง UNHCR ให้การยอมรับผู้ลี้ภัยจากพม่าในจำนวนมากขนาดนี้

ด้านสมาชิกสหพันธ์ผู้ลี้ภัยชาวชิน (The Alliance of Chin Refugees หรือ ACR) เปิดเผยว่า ต้นปีที่ผ่านมาผู้ลี้ภัยจากพม่าต้องประสบกับความยากลำบาก หลังรัฐบาลไทยใช้มาตรการปราบปรามแรงงานจากพม่า ที่พยายามลักลอบเข้าไทยผ่านชายแดนไทย –มาเลเซีย ขณะที่ ACR เปิดเผยว่า มีชาวชินอาศัยอยู่ในมาเลเซียจำนวนกว่า 50,000 คน และได้รับการรับรองจาก UNHCR นับตั้งแต่ปี 2544 จำนวน 20,000 คน

นายรอยมอน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานผู้ลี้ภัยชาวมอญ (Mon Refugee Office - MRO) ในมาเลเซียเปิดเผยว่า ทางองค์กรกำลังดำเนินการขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ให้กับชาวมอญจำนวน 3,000 คน เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้ในปี 2550 ทาง UNHCR ไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวมอญแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในปี 2551 มีชาวมอญจำนวน 500 คนที่ได้รับการรับรอง

ตัวเลขจาก MRO ระบุว่า มีชาวมอญอาศัยอยู่ในมาเลเซียประมาณ 20,000 คน ส่วนใหญ่ยังไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย

นายรอยมอนกล่าวอีกว่า ผู้ที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีลูกมากแต่กำพร้าพ่อ รวมถึงชายอายุ 50 ปี

ทั้งนี้ หากผู้ลี้ภัยมีบัตรประจำตัวที่ UNHCR ออกให้และถูกจับจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ UNHCR ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ขณะที่ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองสถานะอาจต้องรอถึง 1 ปีหรือนานกว่านั้นก่อนที่จะถูกส่งตัวไปประเทศที่สาม

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนให้แก่ผู้ลี้ภัยในมาเลเซียจำนวนกว่า 67,800 คน ซึ่งพบว่าในจำนวนนี้ราว 62,000 คนมาจากพม่า อย่างไรก็ตาม UNHCR ระบุว่า ยังคงผู้ลี้ภัยจากพม่าในมาเลเซียที่ยังไม่ได้รับการสำรวจและจดทะเบียน ซึ่งอาจมีมากถึง 30,000 คน

ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยจากพม่าในไทยจำนวนมากต้องการเดินทางเข้ามาเลเซียเพื่อยื่นขอรับรอง จาก UNHCR ซึ่งผู้ลี้ภัยบางคนต้องจ่ายเงินจำนวน 18,000 บาท หรือมากกว่านั้นเพื่อลักลอบเข้ามาเลเซีย ขณะที่พบว่า รัฐบาลมาเลเซียร่วมมือกับ UNHCR ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาตั้งแต่ปี 2518 แม้มาเลเซียลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการให้สถานะแก่ผู้ลี้ภัยร่วมกับยูเอ็นก็ ตาม

ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยจากพม่าได้รับการส่งตัวไปยังประเทศที่สามอย่าง อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ สวีเดน เดนมาร์กและนอร์เวย์เป็นจำนวนมาก (แปลจาก Irrawaddy 2 ธ.ค.52)

 

ที่มา http://www.thaingo.org/board_2/view.php?id=1963

เครือข่ายครอบครัวเผยผลสำรวจ โฆษณาแฝง

เครือข่ายครอบครัวเผยผลสำรวจ โฆษณาแฝง
จากเครือข่ายเด็กเยาวชนและครอบครัว
“ละเมิดสิทธิผู้บริโภค และ ไม่เห็นด้วยกับร่างโฆษณาแฝง”

เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังสื่อฯ เผย ผลสำรวจความคิดเห็นโฆษณาแฝง จากเวทีมหกรรมสื่อสร้างสรรค์สำหรับ เด็ก และเยาวชน ครั้งที่ 1 ซึ่งสำรวจจากกลุ่มเด็กและเยาวชน ตลอดจนนักวิชาการที่มาร่วมงาน วันที่ 13-14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ณ ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ พบส่วนมากไม่เห็นด้วยกับแนวทางร่างที่สคบ. กำลังพิจารณา และ 2 ใน 3 บอก โฆษณาแฝงละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และควรแก้ไขปัญหาโดยจำกัดไม่ให้มีโฆษณาแฝง

วันนี้ (16 พ.ย.) เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ โดย นางอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เปิดเผยผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อโฆษณาแฝง” จากงานมหกรรมสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก และเยาวชน ครั้งที่ 1 ซึ่งสำรวจจากกลุ่มเด็กและเยาวชน ตลอดจนนักวิชาการที่มาร่วมงาน (อายุระหว่าง 12-70 ปี) ผู้ทำงานภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป โดยสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ณ ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 232 คน ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เคยเห็นโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ เรียงลำดับรายการที่พบโฆษณาแฝงมากไปน้อย ดังนี้

72.8 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในละคร 72.4 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในซิทคอม 69.4 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในเกมโชว์ 53.9 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในข่าว 23.3 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในสารคดี  35.8 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในรายการเด็ก และ 3.0 % เคยเห็นโฆษณาแฝงในรายการอื่นๆ

เมื่อถามถึงกฏหมายการควบคุมปริมาณโฆษณาที่ 12 นาทีครึ่งในสื่อโทรทัศนื พบว่า มีเพียง 37.1 % เทานั้นที่ทราบ อีก 62.9 % ไม่ทราบว่ามีกฏหมายควบคุม

ผู้ตอบแบบสอบถาม มากถึง 97.0 % คิดว่าโฆษณาแฝงในเนื้อหารายการโทรทัศน์ หวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ

และ 86.2 % ยอมรับว่าโฆษณาแฝงเป็นปัญหาและคิดว่าควรเปิดเผยข้อมูลรายได้จากโฆษณาแฝง และการตรวจสอบทางการเงิน ตลอดจนระบบการเสียภาษีให้หน่วยงานรัฐ

เมื่อถามถึงสาระสำคัญของ (ร่าง) แนวทางการปรากฏของสินค้าและบริการในรายการโทรทัศน์ ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ที่อนุญาตให้มีเวลาโฆษณาแฝงในรายการได้ อีก 2 นาที/ชั่วโมง (1 นาที สำหรับโลโก้ และอีก 1 นาที สำหรับภาพวีดีโอผู้สนับสนุนรายการ, อนุญาตให้มีการวางสินค้า ป้าย สัญลักษณ์แทรกในฉากรายการ และอนุญาตให้มีโฆษณาแฝงในเนื้อหารายการเพิ่มเติมได้อีก) พบว่า 72.0 % บอกไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจในประเด็นด้านการละเมิดสิทธิ พบว่าเกือบ 2 ใน 3 หรือ 65.1 % คิดว่าโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ต่างๆ รุกล้ำสิทธิของผู้บริโภค

นางอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ เปิดเผยว่า “ในฐานะที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนและดูเรื่องสื่อมาตลอด มีความกังวลว่าโฆษณาแฝงซึ่งมีปริมาณมากในฟรีทีวี และพบแทบทุกรายการ โดยเฉพาะในรายการเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเสริมสร้างความคิดเรื่องการบริโภคนิยม ให้รู้สึกดีต่อสินค้าและบริการต่างๆ มากขึ้น ปัจจุบันนี้ เด็กมีค่านิยมฟุ้งเฟ้อและใช้เงินอย่างมากไปกับสินค้าต่างๆ มากพอแล้ว”

นางอัญญาอร แสดงความกังวลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานรัฐว่า มองเห็นความพยายามและตั้งใจดีของท่านรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตยที่กล้าเข้ามาดูแลปัญหาเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นร่างแนวทางการปรากฏของสินค้าในรายการโทรทัศน์ที่ออกมาโดยสคบ. คิดว่าไม่ได้สอดคล้องกับความพยายามแก้ไขปัญหาเลย ในทางกลับกันจะยิ่งทำให้โฆษณาแฝงนี้มีความถูกต้อง ชอบธรรมตามกฏหมาย และยังจะทำให้มีโฆษณาแฝงมากขึ้นกว่าที่เคยมี

“ทุก วันนี้ พ่อแม่เหนื่อยที่ต้องทำงาน กลับมาก็ต้องดูแลลูก สอนลูก และคอยชักจูงลูกในในหลายๆ ทาง ทั้งปัญหาเรื่องติดเกมส์ สื่อลามก การพนัน ยาเสพติด และเพศที่ไม่เหมาะสมในวัยเรียน ยังต้องมานั่งกังวลและเหนื่อยกับการดูแลลูกเรื่องค่านิยมฟุ้งเฟ้อ บริโภคนิยม วัตถุนิยมที่โฆษณาแฝงยัดเยียดเข้ามาในรายการโทรทัศน์อีก ส่วนตัวคิดว่า ร่างแนวทางควรเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบัน ไม่ควรมีโฆษณาแฝงอีก เพราะแม้กระทั่งพ่อแม่ผู้ปกครองบางคน ยังไม่สามารถแยกแยะโฆษณาตรงโฆษณาแฝงได้ และเด็กและเยาวชนส่วนมาก ก็อาจจะรู้ไม่เท่าทันพิษภัยของโฆษณาแฝง” นางอัญญาอร กล่าวในท้ายสุด

 
=================================================================

 


ที่มา เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

การเปลี่ยนแปลงของเยาวชนเพราะจิตอาสากับเสวนา “จิตอาสาอย่างไร”

การเปลี่ยนแปลงของเยาวชนเพราะจิตอาสากับเสวนา “จิตอาสาอย่างไร”
by : ทีมงาน ThaiNGO

ในสังคมแห่งการแบ่งปันนั้นสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือการมีจิตอาสา แต่การมีจิตอาสาเพียงอย่างเดียวยังคงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากว่าสังคมต้องการ เพียงเท่านี้หรือในการขับเคลื่อนไปสู่สังคมแห่งการเอื้อเฟื้อต่อกันอันเป็น รากฐานของสังคมแห่งความเป็นสุข งานมหกรรมพลังเยาวชน พลังสังคมครั้งที่1 ในโซนตลาดนัดจิตอาสาได้มีวงเสวนาเกี่ยวกับประเด็น "จิตอาสาอย่างไร" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในการสะท้อนมุมมองการให้ของคนรุ่นใหม่ในการสร้างจิตสำนึกและการทการเพื่อสังคม

งานจิตอาสาเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการพัฒนายกระดับจิตใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจเอื้อเฟื้อ หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ให้เยาวชนได้หันมาทำความเข้าใจในตนเองและสังคมเพิ่มมากขึ้น อันจะเห็นได้จากในปัจจุบันปัญหาสังคมเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งทางครอบครัว ชุมชน และสังคมดังนั้นหากไม่รีบแก้ไขให้ทันท่วงทีสังคมก็จะตกอยู่ภายใต้ความสบสนวุ่นวายซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่การสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวได้มากเท่าไรสังคมแห่งการแบ่งปันเอื้ออาทรก็ยิ่งมีมากเท่านั้น นอกจากจะช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ได้ปลดปล่อยพลังที่มีในตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณลักษณะให้มีผลดีต่อสังคมอีกด้วย

"งาน จิตอาสาในระดับเยาวชน ผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากประการหนึ่ง คือเราทุกคนมีส่วนสร้างสังคมที่ดีได้ ย้ำว่าทุกคน แต่ระดับของการกระทำมันก็มีแตกต่างกันบ้าง ตอนผมเรียนก็ลงมือทำงานอาสาสมัครอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 1 ออกค่ายอาสาทำสื่อ ทำงานปลูกจิตสำนึก ยิ่งทำไปหลายๆ ค่าย ความรู้สึกโกรธประเทศตัวเองก็ลดลง กลายเป็นเข้าใจสภาพความเป็นจริงมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วความไม่เหมือนกับที่อื่นไม่มีอะไรควรโกรธเลย เราต้องรักสิ่งที่เราเป็นด้วยซ้ำ เพราะเราสัมผัสกับปัญหามากมายเหลือเกินในประเทศนี้ สมมุติง่ายเลยคนที่ไม่ได้ไปค่ายอาสาเขาจะเห็นปัญหาเหมือนที่เราเห็นหรือ เปล่า ตรงนี้สำคัญมากนะเพราะมันคือการปลดปล่อยตัวเองให้อยู่รับรู้ปัญหาที่เกิด ขึ้นกับสังคมนี้ แต่สิ่งที่ยังต้องคิดต่อคือทางออกคือ อย่างไรตรงนี้สำคัญมากพอที่จะให้คนในสังคมมาร่วมกันสร้างการเรียนรู้ให้กับ เยาวชน เขาต้องเห็นทางออกตรงนี้นี่เองที่คำว่า 'จิตอาสาอย่างไร' คือคำตอบว่าวิธีการของการสร้างตรงนี้คืออะไรเพราะมันสำคัญมากสำหรับคนรุ่น ใหม่ แต่เมื่อเริ่มทำดีก็ย่อมทำให้รู้สึกว่าภาคภูมิใจกับตัวเองมากจนเกินไป เพราะเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีใครสนใจงานในรูปแบบนี้นำไปสู่ความคิดเสพ ติดว่าตัวเอง 'เจ๋ง' ซึ่ง เขาเองก็ค้นพบเช่นกันว่าในระยะแรกนักพัฒนาสังคมส่วนใหญ่จะคิดว่าตัวเองดี กว่าคนอื่นอยู่หัวตลอดเวลา นำไปสู่อคติและการดูถูกผู้อื่นในบางครั้ง ถ้าจมกับเรื่องเหล่านี้มันก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของคำว่าจิตอาสาเพราะมันไม่ ได้เรียนรู้อะไรเลย" วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กล่าวการเสวนา

นอกจากจะเป็นการยกระดับทางความคิดแล้วจิตอาสายังเป็นเหมือนการกล่อมเกลาทางจิตใจให้มีความละเอียดรอบคอบมากขึ้นในการทำงานเพื่อสังคม สอนให้เกิดการเสียสละเพื่อส่วนรวมละทิ้งความเป็นตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก

"การ ที่คนเกิดในสังคมก็ต้องมีส่วนในการสร้างสรรค์สังคมด้วยไม่มากก็น้อย นั่นหมายความว่าไม่ว่าเยาวชนหรือคนอื่นๆ ในสังคมล้วนมีพลังในการขับเคลื่อนในสังคมให้ไปในทิศทางที่ดีคือเสียสละและทำ เพื่อสังคม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้คนอื่นๆ หรือเยาวชนในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับงานอาสาสมัครหรือสิ่งที่ดีต่อสังคม คือเรากำลังที่จะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เขาใจร่วมกันในการสร้างจิตสำนึก ร่วมกัน แต่ไม่ใช้ว่าจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วลำบาก งานอาสาสมัครคือการทำในส่งที่ตัวเองทำได้ ไม่ใช่ฝืนตัวเองที่จะทำ แต่เราต้องยอมรับว่างานที่ทำถึงแม้มันเป็นสิ่งเล็กก็ตาม สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่มันคือจุดเริ่มที่ต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็หมายความว่าการเสียสละเพียงนิดเดียวก็จะทำให้คนเหล่านี้คุณค่าของตัว เองว่ามีมากเพียงใดซึ่งสำคัญมากหากเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆทั้งที่ เกิดกับตัวเองและสังคมภายนอกมันจะส่งผลต่อสังคมโยรวมด้วย ดั้งนั้นงานอาสาสมัครส่วนหนึ่งเป็นการยกระดับความคิดของคนเราแต่มากกว่านั้น การทำให้เห็นคุณค่าของความเสียสละทำงานเพื่อสังคมก็สร้างแต่ส่วนดีให้กับ สังคมเหมือนกัน" ปิยนุช บุญประคอง อดีตสมาชิกวงสองวัย กล่าว

ในปัจจุบันงานอาสาสมัครเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นรวมทั้งกระแสแนวคิดความรับ ผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (CSR) ทำให้งานอาสาสมัครขยายวงกว้างไปในทุกภาคส่วนของสังคม พร้อมทั้งการเห็นถึงช่องทางที่สำคัญในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกัน และสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับสังคมในภาพใหญ่

"งาน อาสาสมัครมันไม่ยั่งยืนในแง่การเปลี่ยนแปลง เพราะไหนต้องเจอกับปัญหามากมาย และต้องรอกระบวนหลายขั้นตอนกว่าจะสัมฤทธิ์ผล ผมว่าแนวคิดเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในทุกวันนี้คือการทำธุรกิจเพื่อสังคม ในรูปแบบองค์กรที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐบาล หรือรอเงินบริจาคใดๆ แต่เป็นองค์กรที่เลี้ยงตัวเองได้และสามารถแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมๆ กันผมเรียกมันว่า "Change Fusion" คือเป็นส่วนผสมระหว่างการใช้ชีวิตเชิงวัตถุผสานกับการทำความดี ผมมองว่าจริงๆ ปัญหาของคนจนไม่ได้อยู่ที่ขาดห้องสมุด หรือบ้านพัง และต้องไปสร้างให้เขา ผมคิดว่าทำแบบนั้นแล้วเขาไม่ได้เลิกจน แต่การแก้ปัญหาคือการสร้างระบบเศรษฐกิจและสร้างตลาดใหม่ๆ ขึ้น ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เราเข้าไปช่วยหนุน ซึ่งไม่ได้ฟรี เราให้องค์ความรู้ให้ชาวบ้าน ผมว่าความยั่งยืนและการพึ่งพาตนเองเกิดขึ้นมากกว่าการทุ่มเงินแล้วจบ แต่ถึงอย่างไร ผมมองว่า คำว่าอาสาสมัครยังเป็นสิ่งที่เหมาะกับเยาวชนเสมอ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในช่วงวัย ทั้งในแง่ของการรู้คุณค่าตัวเอง เรียนรู้ที่จะแคร์สังคม และทำให้เราตะหนักได้ว่าตัวเองเกิดมาทำไมบนโลกใบนี้ การทำงานพัฒนาสังคมไม่ได้โรแมนติกนัก แต่เมื่องานสำเร็จและเรามองกลับไปยังผลของมัน เมื่อนั้นแหละความโรแมนติกจะเกิดขึ้น" วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กล่าวส่งท้ายถึงแนวคิดที่มีต่องานอาสาสมัครในปัจจุบันพร้อมทั้งการพัฒนางานอาสาสมัครที่เป็นรูปธรรม

งานเสวนาเรื่อง "จิตอาสาอย่างไร" ถึงแม้จะเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องตรึกตรองอีกหลายชั้น แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่เรียกว่าจิตอาสายังคงเป็นเครื่องมือชั้นเลิศในการสร้าง ความเห็นอกเห็นใจกันและสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันได้ในที่สุด ถึงแม้วันนี้จะไม่เกิดมากนักก็ตาม

 

ที่มา http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1435

“เสื้อยืดเปลี่ยนโลก” อหังการ์ของคนตัวเล็กๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง

วานนี้ (10 ต.ค. 52) กลุ่ม we change สถาบันต้นกล้า ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติ มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อาศรมวงศ์สนิท มูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป กลุ่มแรงงานสมานฉันท์ และสสส. จัดเทศกาล “เสื้อยืดเปลี่ยนโลก” ระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม 2552 ณ.สวนสันติชัยปราการ เพื่อแสดงพลังของเสื้อยืดที่ไม่ใช่แค่ใส่สวยดูดี แต่ยังสะท้อนความคิด ความเชื่อ ของคนทำ-คนใส่ และความหมายบางอย่างในการขับเคลื่อนทางสังคม

กิจกรรม เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. โดยมีการออกร้านจัดแสดงเสื้อยืดจากองค์กรต่างๆ อาทิ สถาบันต้นกล้า สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติ มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และองค์กรที่จัดทำเสื้อยืดรณรงค์อื่นๆ และมีการสาทิตการทำเสื้อยืดตั้งแต่ที่เป็นผืนผ้าจนเป็นเสื้อยืดที่มีการ พิมพ์ลวดลายสวยๆ โดยกลุ่มแรงงานสมานฉันท์ อีกทั้งมีเวทีแสดงดนตรีและจัดเสวนากลางสวน

ในส่วนทางเดินเข้างานมีการจัดนิทรรศการเสื้อยืดรณรงค์ในยุคสมัยต่างๆ โดยมีการแสดงเสื้อยืดรณรงค์เก่าๆ ที่เรียกว่าเป็นเสื้อยืดประวัติศาสตร์ ทั้งเสื้อยืดรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยุคการต่อสู่เรื่องเขื่อนนำโจน ในช่วงปี 2523 การต่อสู่ทางการเมืองในสมัยพฤษภา ปี 2535 และเสื้อยืดรณรงค์ที่มีพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีเสื้อยืดใน “โครงการประกวดเสื้อยืดเปลี่ยนโลก” โดยฝีมือของนักเรียนนิสิต นักศึกษาที่ส่งเข้าประกวดจัดแสดงให้ชมด้วย

กิตติชัย งามชัยพิสิฐ สมาชิกกลุ่ม we change สถาบันต้นกล้า กล่าวถึงแนวคิดการจัดเทศกาล “เสื้อยืดเปลี่ยนโลก” ว่า การใช้คำว่าเปลี่ยนโลกเป็นคำที่ดูอหังกา ดูโอเวอร์ ในขณะที่ปัจจุบันคนที่อยากเปลี่ยนแปลง อยากเห็นโลกดีขึ้นจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีพลัง โดยมองข้อจำกัดว่าต้องมีอำนาจ มีคนเยอะๆ หรือมีความรู้เยอะๆ แล้วสุดท้ายก็ไม่ทำอะไรเลยหรือรอให้อะไรดีๆ ผ่านเข้ามาเอง แต่เมื่อบอกว่าเปลี่ยนโลกมันคือเรื่องใหญ่ที่แทบจะตรงข้ามกับการบอกว่าทำ อะไรไม่ได้เลย ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย จึงตกลงใช้คำว่า “เสื้อยืดเปลี่ยนโลก”

“ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่การเชื่อว่าเราเปลี่ยนโลกได้ มันก็ไม่คิด มันก็รอ เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าเราเชื่อ พลังของแต่ละคนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มันจะทำให้เราคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เยอะแยะมากมายที่จะทำอะไรเพื่อการเปลี่ยนแปลง คนละนิดคนละหน่อย” กิตติชัยแสดงความเห็น

อย่างไรก็ตามเขาได้อธิบายความหมายของ “โลก” ว่า มี 2 ความหมายคือโลกทางกายภาพที่มีพื้นที่เป็นล้านล้านตารางกิโลเมตร และโลกใบที่เราอาศัยอยู่จริงซึ่งเป็นโลกใบที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที ก็คือโลกรอบตัว

“ถ้าใส่เราเสื้อ เรากระทำใช้ชีวิตของเราในการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้าง มันก็คือการเปลี่ยนโลกใบเล็กๆ ของเราแล้ว” สมาชิกกลุ่ม we change กล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือการอธิบายแบบง่ายๆ แต่หากใครคิดออกอยากให้คิดแบบเปลี่ยนแปลงโลกจริงๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมีความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบใหญ่จริงๆ เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ การบริโภค สถาบันต่างๆ ในสังคม และคิดว่าทุกคนน่าจะกล้าฝันที่จะเปลี่ยนให้ได้ขนาดนั้น ใช้ชีวิตมุ่งไปไม่สยบยอม

ส่วนการจัดงานในวันนี้ กิตติชัยอธิบายว่าเป็นการรวบรวมคนทำเสื้อยืดเพื่อการณรงค์ที่มีประเด็นของ ตัวเอง ไม่ว่าเรื่องสิทธิแรงงาน เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ หรือเรื่องการเมือง ชวนกันมาสำหรับคนที่อยากเสนอประเด็นดีๆ ออกสู่สังคมให้ได้มาเจอกันและร่วมแลกเปลี่ยนกันในการนำเสนอเสื้อ นำเสนอแนวคิด ในส่วนของเสื้อยืดถือเป็นสื่อที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้วจะไปทำอะไรต่อ โดยเป็นสื่อชนิดหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่คนทั่วไปสามารถควบคุมได้ต่างจาก โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือ หรือสื่อใหญ่ที่มีเจ้าของจับจอง ใช้ต้นทุนในการทำต่ำ อยู่ได้นาน และเป็นสื่อที่สามารถเคลื่อนที่ได้

ในด้านประวัตศาสตร์ เสื้อยืดยังมีฐานะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของสามัญชนทั่วไป ต่างจากประวัติศาสตร์ที่เห็นในหนังสือทั่วไปซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ ของชนชั้นนำ หรือขบวนการต่อสู้ขนาดใหญ่ ไม่ใช่ประวัติศาตร์การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมของสามัญชน

อย่างไรก็ตาม เสื้อยืดรณรงค์เป็นเพียงสื่ออย่างหนึ่ง การที่จะทำให้เสื้อยืดมีพลังได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบคือ 1.คนทำเชื่อมโยงตัวเองกับเสื้อตัวนั้นๆ มากแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลกับการอธิบายอย่างมีพลัง 2.ความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สังคมในปัจจุบัน ยกตัวอย่างหากใส่เสื้อต้านเขื่อนน้ำโจนในปัจจุบันก็จะมีพลังในฐานะเสื้อ ประวัติศาสตร์ ไม่เข้ากับสถานการณ์ ทั้งที่ในอดีตการส่วมเสื้อตัวนี้มีพลังที่ทำให้ยุติการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน ได้ 3.สารที่เสื้อสื่อออกมามีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ ประเด็นในเสื้อหากต้องการให้มีพลังควรใช้คำที่มีพลัง ตรงนี้บอกผ่านไปถึงคนทำเสื้อ รวมไปถึงคนใส่ที่ต้องการใช้เสื้อเพื่อการรณรงค์ให้มีพลัง

กนกนุช จันทร์ขำ ผู้จัดการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงเสื้อยืดรณรงค์ของมูลนิธิสืบฯ ว่า มูลนิธิสืบทำงานเกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษณ์ทรัพยากรณ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า สื้อยืดที่ทำมาก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะใช้รณรงค์ เช่นในการต่อต้านการสร้างเขื่อน ทางมูลนิธิก็จะทำเสื้อที่พิมพ์สโลแกนคำว่าไม่มีป่าไม่มีน้ำ เปรียบเทียบว่าป่าไม้เป็นที่เก็บน้ำชั่วชีวิตแต่เขื่อนเป็นที่เก็บน้ำชั่ว คราว แต่หลักๆ แล้วเสื้อยืดที่มูลนิธิสืบฯ ใช้รณรงค์จะเป็นเสื้อยืดลายสัตว์ป่า ด้วยความที่เมื่อพูดถึงป่าจะเห็นภาพว่าในป่ามีสัตว์ป่า มีสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่นร่วมกัน เราจึงหยิบตรงนี้มาใช้เพื่อสื่อสารกับคนภายนอกได้รับรู้ในเรื่องการรักษาป่า ถ้าพื้นที่ป่าซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่าถูกทำลายไป สัตว์ป่าเหล่านี้ก็จะสูญพันธ์ไปด้วย

“เราหวังว่าเมื่อเค้าใส่เสื้อของเราไปเดินที่ไหน เค้าจะเป็นคนให้ข้อมูลกับคนภายนอกแทนเรา” ผู้จัดการมูลนิธิสืบฯ กล่าว พร้อมเสริมว่าบนเสื้อยืดของมูลนิธิสืบนอกจากจะมีภาพสัตว์ป่าแล้วยังมีคำ อธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่านั้นๆ ด้วย

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่ง ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้คนงานสมาชิกสหภาพฯ ได้รวมตัวกันชุมนุมหน้าบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมากว่า 100 วันแล้ว ได้นำเสื้อยืดของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ มาร่วมกิจกรรมด้วย กล่าวแสดงความเห็นว่า เสื้อยืดเป็นการรณรงค์อย่างหนึ่งที่จะบอกปัญหาและข้อเรียกร้องของคนงาน อีกทั้งสามารถสื่อได้ถึงความเป็นพรรคพวก เป็นทีมเดียวกันโดยใช้สีและลวดลาย

“เสื้อยืดรณรงค์ส่วนหนึ่งก็สร้างความเข้มเข็ง ความเป็นพรรคเป็นพวก เป็นกลุ่ม และอีกส่วนก็รณรงค์ให้รู้ว่าเราต้องการอะไร เราต้องการสื่ออะไร เรากำลังอยู่ในภาวะไหน” จิตรากล่าว

เธอเล่าด้วยว่าในอดีตเมื่อมีการทำเสื้อยืดก็จะมีการขายให้กับสมาชิกซึ่ง ต้องคิดกันหนักมากถึงข้อความบนเสื้อที่นอกจากสมาชิกจะต้องซื้อแล้ว สำคัญคือจะสื่อสารปัญหาของแรงงานกับคนอื่นๆ ที่เห็นเสื้อได้อย่างไร การทำก็จะไม่มีรูปภาพมีแต่ข้อความที่ช่วยกันคิดและเอาไปจ้างทำ ซึ่งเป้าหมายหลักก็คือจะทำอย่างไรให้เสื้อเป็นสัญญลักษณ์แทนกลุ่ม แทนองค์กร ต่อมาจึงมีการขายให้คนทั่วไปแล้วนำรายได้เข้าสหภาพแรงงานฯ นอกจากนั้นยังพยายามปรับปรุงรูปแบบให้น่าสนใจมากขึ้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพฯ ทำเสื้อมาเยอะมาก โดยจะใช้เสื้อสีแดงและสีดำเป็นหลัก บางครั้งก็มีการทำเสื้อที่สกรีนข้อความที่เกี่ยวข้องทางการเมืองด้วย ยกตัวอย่าง เสื้อไม่เอา พ.ร.บ.ความมั่นคง เสื้อไม่เอาเผด็จการ และเสื้อที่บอกถึงผลของการเลิกจ้าง การทำลายสหภาพฯ

อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ แสดงความเห็นต่อการใช้เสื้อยืดเป็นสื่อรณรงค์ว่าเป็นสิ่งที่ได้ผล โดยยกตัวอย่างกรณีทีเธอสวมเสื้อรณรงค์ “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากรฯ” ออกรายการโทรทัศน์จนเป็นผลให้ถูกบริษัทเลิกจ้าง และทราบเหตุการณ์ดังกล่าวยัวเป็นจุดเริ่มต้นของการคัดกรองการสวมใส่เสื้อยืด รณรงค์โดยมีการสอบถามถึงความหมายก่อนให้มีการออกอากาศ เธอแสดงความเห็นว่า ตรงนี้มองเห็นได้ว่าเสื้อรณรงค์มีความสำคัญ ทำให้คนได้มองเห็น และข้อความที่โดนใจนำไปสู่จิตใจของผู้คนได้จริงๆ

อย่างไรก็ตามในฐานะคนที่ใส่เสื้อ แม้จะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการช่วงชิงทางการเมือง แต่เมื่อได้ตัดสินใจแล้วที่จะใสเสื้อตัวหนึ่ง มันเป็นการสะท้อนจุดยืน หรือในเรื่องการปกป้องสิทธิก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ตัดสินในแล้ว ซึ่งก็เป็นธรรมดาเพราะเสื้อบางตัวที่สหภาพทำขึ้นมานายจ้างก็ไม่ให้ใส่ในโรง งาน เช่นล่าสุดเสื้อที่มีข้อความ “การเลิกจ้าง=ทำลายสหภาพ=ฆาตกร” ซึ่งสามารถตีความได้ว่าใครคือฆาตกร นายจ้างจึงไม่พอใจ

“บางทีเราพูดไม่ได้ เราก็ใช้เสื้อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คิดว่าจะให้มันเปลี่ยนแปลงอะไรได้” จิตรากล่าว

ด้านพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวในการเสวนา “เสื้อยืดเปลี่ยนโลก” ว่า การสื่อสารผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในขณะที่โลกสมัยใหม่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารมากมายแต่กลับถูกครอบงำ หมดจนทำให้มนุษย์ต้องมาสื่อสารข้อความผ่านเรือนร่างของตัวเอง ทำให้ต้องคำถามไปถึงสื่อว่ากำลังทำอะไรอยู่ การที่มนุษย์ต้องเริ่มต้นตะโกนบอกโลกด้วยตนเอง แม้ทางหนึ่งจะเป็นเรื่องน่ายินดีแต่อีกทางหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่แสดงให้เห็นว่าสื่อที่เหลือเต็มไปด้วยเรื่องกำไรขาดทุนหมดแล้วใช่ไหม

ในส่วนการรณรงค์ที่นอกเหนือไปจากเสื้อยืด พิชญ์กล่าวว่า คนจำนวนมากรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นปัญหาหรือเปล่า เช่น จัดสัมมนาเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เปิดแอร์ ใส่เสื้อรณรงค์แต่ไม่ถามว่าเสื้อรณรงค์ที่มีราคาถูกนั้นมันถูกเพราะกดค่าแรง ใครมาบ้าง ตรงนี้มีความขัดแย้งที่นำมาสู่การตั้งคำถามที่ว่า เมื่อในขั้นแรกทุกคนต่างเป็นด้วยกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว เช่น ทุกคนอยากลดโลกร้อนแต่จะทำให้ทุกคนลดได้จริงได้อย่างไร ความรู้ที่จะไปคู่กับการรณรงค์ได้อย่างไร เป็นคำถามที่ท้าทายขึ้นว่าจะทำอย่างไร จากนี้ไปจะเป็นกิจกรรมอย่างไรที่ทำให้คนเข้าร่วมได้มากขึ้นเรื่อยๆ

“ประเด็นท้าทายของการรณรงค์ คือการทำกิจกรรมเป็นขั้นเป็นตอนที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าเขาเข้าร่วมได้ และเขามีความสุขกับมัน” พิชญ์กล่าว
 

Credit : http://www.prachatai.com/

สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมวิ่งการกุศล "แคนเซอร์ แคร์" ครั้งที่ 3 วันเสาร์ที่ 31 ต.ค.นี้

สภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมวิ่งการกุศล "แคนเซอร์ แคร์" ครั้งที่ 3
เพื่อสนันสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งเต้านม
ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

                สภากาชาดไทย และศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ  เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยการสนันสนุนจากโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ จัดงานวิ่งการกุศลประจำปี "แคนเซอร์ แคร์" ครั้งที่ 3 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ( 3rd Cancer Care Charity Fun Run) ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เริ่มลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเวลา 07.00 น. และเริ่มวิ่งในเวลา 08.00 น. ณ สวนลุมพินี เขตประทุมวัน เพื่อหาทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็ง สมทบศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเงเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยการเดินหรือวิ่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร

                นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให่ร่วมสนุกเพลิดเพลิน และยังมีรางวัลสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่อายุมากที่สุดและอายุน้อยที่สุดอีกด้วย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังสามารถร่วมลุ้นรับรางวัลที่พัก ในเครือโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท  บัตรรับประทานอาหาร ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

               ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม เดิน/วิ่ง การกุศล "แคนเซอร์ แคร์" สามารถร่วมทำบุญโดยการซื้อเสื้อยืด แคนเซอร์ แคร์ ในราคาเพียง 350 บาทเท่านั้น ซึ่งมีการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อกิจกรรมวิ่งการกุศล แคนเซอร์ แคร์ ครั้งที่ 3 รายได้จากการจัดจำหน่ายจะนำไปสนับสนุนโครงการวิจัยโรคมะเร็ง ของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ  เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

                สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ  เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  โทร 02-2564991 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ โทร 02-2501000 โทรสาร 02-2539195 และสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย โทร 02-2564440 หรือ 02-2511218 ต่อ 124

 

Credit : http://www.konjaidee.com

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีความต้องการ เกล็ดโลหิต เป็นจำนวนมาก

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  
มีความต้องการ เกล็ดโลหิต เป็นจำนวนมาก

      เนื่องด้วยขณะนี้ (8 ตุลาคม 2552 ) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   มีความต้องการเกล็ดโลหิตเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากมีผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับเกล็ดโลหิตในการรักษา เช่น โรคมะเร็ง  ผ่าตัดสมอง เลือดออกในช่องท้อง และอุบัติเหตุต่างๆ โดยได้รับการขอเกล็ดโลหิต จากโรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมแล้ววันละไม่ต่ำกว่า 500 ยูนิต ซึ่งเกล็ดโลหิตดังกล่าว จะต้องได้มาจากการแยกส่วนประกอบโลหิต จากถุงบรรจุโลหิตขนาด 450 ซี.ซี.    จากผู้บริจาคโลหิต ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัม ขึ้นไป 

     จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตและประชาชนที่มีสุขภาพดี   อายุตั้งแต่ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี น้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป บริจาคโลหิตให้แก่ผู้ป่วย ติดต่อบริจาคโลหิตได้ที่ 

 

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ 
วันจันทร์ พุธ ศุกร์ เปิด 08.00-16.30 น. 
พิเศษ วันอังคาร และ พฤหัสบดี เปิดเวลา 07.30-19.30 น. 
และ วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-15.30 น.

หรือหน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  
โทร. 0 2256 4300  , 0 2263 9600-99 ต่อ 1760,1761 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิตโทร. 0 2256 4300 ,0 2263 9600 ต่อ 1760,1761  

กทม.ทุ่ม 70 ล.จัด “อาสาพิทักษ์เมือง” ดูแลคนกรุง

       กทม.ทุ่มงบ 70 ล้านบาท ดูแลประชาชนผ่านอาสาสมัครพิทักษ์เมือง พร้อมเตรียมใช้คลื่นวิทยุเครือข่ายช่วยตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ อาสา เผย ปีหน้าเห็นได้เห็นผลงาน เล็งตั้งวันพิทักษ์คนเมืองเชิดชูผู้มีจิตอาสา
      
       พล.ต.อ.สวัสดิ์ จำปาศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการอาสาสมัครพิทักษ์คนเมือง เพื่อสร้างเครือข่ายประชาชนในด้านการแจ้งข้อมูลข่าวสาร และช่วยเป็นหูเป็นตาเจ้าหน้าที่ในด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่ กทม.ว่า
       
       ขณะนี้การดำเนินงานอยู่ระหว่างการตั้งเรื่องของบประมาณเพื่อมาดำเนิน การ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณ 70 ล้านบาท เนื่องจากต้องมีการจัดอบรมให้กับอาสาสมัครเบื้องต้น 150,000 คน และจัดซื้ออุปกรณ์ติดต่อสื่อสารให้กับกลุ่มเครือข่ายอาสา เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสาร หรือแจ้งเหตุไปยังศูนย์อัมรินทร์ ของ กทม.ได้โดยตรง ซึ่งในการจัดอบรมนั้น กทม.จะเป็นการอบรมตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย อาทิ เครือข่ายแท็กซี่ เครือข่ายจักรยานยนต์รับจ้าง ชมรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาทิ ตำรวจมาแนะนำวิธีสังเกตคนร้าย หรือผู้ต้องสงสัย แพทย์ หรือพยาบาล แนะนำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
       
       ซึ่งผู้ที่ร่วมเป็นอาสาสมัคร และผ่านการอบรมจะได้รับสวัสดิการต่างๆ อาทิ บัตรรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด กทม.ฟรี มีประกันชีวิต เป็นต้น ซึ่งการอบรมนั้นตั้งเป้าว่าจะเป็นเดือนละ 2 ครั้ง เบื้องต้นคาดว่าหลังจากเริ่มอบรมแล้ว จะเห็นผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในกลางปี 2553
      
       พล.ต.อ .สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวยังมีระบบตรวจสอบการทำงานทางสังคมด้วย คือ ได้มีวิทยุเครือข่ายเข้าร่วมโครงการดังกล่าว อาทิ สวพ.91, จ.ส.100, วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งจะมีการรายงานการแจ้งเหตุต่างๆ ให้กับประชาชนทราบ พร้อมประสานขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการ สังคมก็จะสงสัยว่าเหตุใดไม่ปฏิบัติหน้าที่และจะเกิดการตรวจสอบการทำงานต่อไป ทั้งนี้ ตนคาดว่า หาก กทม.สามารถมีเครือข่ายดูแลคนกรุงเทพฯที่เข้มแข็งแล้วจะเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.จัดวันพิทักษ์คนเมือง เพื่อเชิดชูผู้ที่มีจิตอาสาและรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายมาก ขึ้น

 

 

Credit : Manager.co.th