ขอเชิญร่วมกิจกรรม กึ่งทศวรรษแห่งการจากไป ของ พระสุพจน์ สุวโจ
ร่วมทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้
และร่วมปลูกป่ารักษาธรรมชาติ
วันที่ 15, 16 และ 17 มิถุนายน 2553
ณ สวนป่าเมตตาธรรม
หมู่ 5 บ้านหัวยงูใน ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
กำหนดการ
14 มิถุนายน 2553
ผู้เข้าร่วมเดินทางถึงสวนเมตตาธรรม พักค้างคืนในกระท่อมหรือเต็นท์
15 มิถุนายน 2553
06.00 - 06.30น. ร่วมภาวนาเพื่อระลึกถึงผู้จากไป
07.00น. อาหารเช้า
08.00-12.00น. ร่วมกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ, ภัตตาหารเพล อาหารกลางวัน ระหว่างทาง
15.00-17.00น. พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์
18.00น. อาหารเย็น / น้ำปานะ
19.00น. กลุ่มสนใจตั้งวงสนทนาหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย
16 มิถุนายน 2553
06.00-06.30น. ร่วมภาวนาเพื่อระลึกถึงผู้จากไป
07.00น. ภัตตาหารเช้า / อาหารเช้า
08.00น. เที่ยวชมสวนเมตตาธรรม
13.00-16.00น. เสวนา "จะสืบทอดเจตนารมณ์ พระสุพจน์ สุวโจ ได้อย่างไร?"
19.00-21.00น. การแสดงวัฒนธรรมล้านนาชาวไทยใหญ่ และชนเผ่าดาระอั้ง
17 มิถุนายน 2553
07.00-11.00น. ร่วมปลูกป่า - รักษาธรรมชาติ
11.00-11.30น. ถวายผ้าป่า, พิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ล่วงลับ, ทอดผ้าบังสุกุล
11.30น. ถวายภัตตาหารเพล
12.00น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ
1.สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ควรจะจัดเตรียมเต็นท์มาเอง
2.สำหรับผู้ที่ประสงค์จะอาบน้ำในลำธาร ให้จัดเตรียมโสร่งหรือผ้าขาวม้ามาเอง
3.ท่านสามารถร่วมบริจาคกล้าไม้ หรือเมล็ดพันธุ์ไม้ป่า เพื่อร่วมปลูกในกิจกรรมนี้
4.มูลนิธิฯยินดีรับบริจาคเงินสมทบเพื่อจัดกิจกรรม, ค่าอาหาร และค่าที่พักตามกำลังศรัทธา
ร่วมจัดโดย มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ และเครือข่ายกัลยาณมิตร พระสุพจน์ สุวโจ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-80493-7997, 0-86757-5156
และ mail@metta.or.th
บทความ
ย้อนอดีต - บันทึกจำ "5 ปี คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ"
สายวันที่ 18 มิถุนายน 2548 นางคำ เหล้าหวาน คนงานในสถานปฏิบัติธรรม "สวนเมตตาธรรม" ซึ่งเดินกลับจากไปช่วยเพื่อนบ้านเก็บลิ้นจี่และนำผลลิ้นจี่ที่ได้มาจำนวนหนึ่ง ตั้งใจจะถวายแด่ "พระ สุพจน์ สุวโจ"
ระหว่างเส้นทางเดินกลับ... ห่างจากถนนประจำหมู่บ้านไม่มากนัก สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นร่างที่ปราศจากลมหายใจ ของชายในเครื่องนุ่งห่มนักบวชนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากโคนต้นลิ้นจี่ รินทางเดินรกร้างสายเล็กๆ ในสวนเมตตาธรรม ร่างนั้นขาวซีด ปราศจากสิ่งบ่งชี้ว่ามีชีวิต มีบาดแผลฉกรรจ์ทั้งที่มือ ใบหน้า และลำคอ เมื่อพิจารณาถี่ถ้วน ก็พบว่าคือ "พระอาจารย์สุพจน์" ที่นางตั้งใจจะนำผลไม้ไปถวายเป็นภัตตาหารในมื้อเพลนั่นเอง
เวลาประมาณสิบนาฬิกาเศษ นางคำ เหล้าหวานวิ่งไปหาเพื่อนคนงานจนพบ แล้วแจ้งว่าเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น จากนั้นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมายังที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง...
คดีฆาตกรรม พระสุพจน์ สุวโจ อยู่ในความรับผิดชอบของ สภ.ฝาง ภายใต้การกำกับดูแลของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕ ประมาณ ๑ เดือน มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบปากคำ และดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างกว้างขวาง ทั้งในและนอกพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ด้วยเหตุที่พนักงานสอบสวนพยายามปฏิเสธสมมติฐานที่ว่า นี่เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งส่วนตัว หรือเป็นเพียงการทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านที่ลักลอบเข้ามาตัดไม้ไผ่ คดีจึงไม่มีความคืบหน้า จนญาติและผู้เกี่ยวข้องร้องขอให้คดีไปสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมในที่สุด
นับตั้งแต่เดือนกรกฎา ๒๕๔๘ คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ พระนักอนุรักษ์และมีความเชี่ยวชาญ ในการเผยแผ่ธรรมะด้วนสื่อสมัยใหม่ เช่น การจัดทำเว็บไซต์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และสื่อสิ่งพิมพ์ตลอดจนสื่ออื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งจบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อุปสมบทโดยมี พระธรรมโกษาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ตลอดจนเคยผ่านการศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษกระทรวงยุติธรรม ตลอดมา...
นับตั้งแต่เบื้องต้น ญาติและผู้เกี่ยวข้อง ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการมรณภาพของพระภิกษุรูปนี้ อาจเกี่ยวพันกับ ๒ ประเด็นใหญ่ๆ กล่าวคือ ๑.กรณีความขัดแย้งระหว่างสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับชาติ ที่มีความประสงค์จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินของสถานปฏิบัติธรรม ซึ่งขณะนั้นมีอยู่กว่า ๑,๕๐๐ ไร่ (ภายหลังมีการยกให้เป็นป่าชุมชน และสำนักสงฆ์ ตลอดจนการทำสาธารณะประโยชน์ต่างๆ จนเหลืออยู่ ประมาณ ๗๐๐ ไร่ ) ๒.กรณีการดำเนินงานของเครือข่ายพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรม ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณืการทำงานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ซึ่งพระสุพจน์ สุวโจ ก็เป็นหนึ่งในคณะทำงานของเครือข่ายพระสงฆ์ดังกล่าว โดยทั้ง ๒ กรณี มีความเชื่อมโยงกันด้านตัวบุคคล ทั้งที่เป็นนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการทั้งในส่วนกลางและในระดับท้องถิ่น ดังที่มีการกล่าวเล่าลืมกันในหมู่ผู้สนใจติดตามข่าวสาร ว่า... หากผู้มีอิทธิพลกลุ่มนั้นทำให้พระในสถานปฏิบัติธรรม "สวนเมตตาธรรม" เกิดความเกรงกลัวจนย้ายออกนอกพื้นที่ได้ ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ทั้งที่ดิน และได้สร้างความพอใจให้นายใหญ่ ที่เคยบ่นว่าถูกพระด่าจากบ้านเกิดในจังหวัดเชียงใหม่...
แต่จนแล้วจนรอด ในหนึ่งปีเศษภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ สมมติฐานของญาติและผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวก็ถูกปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง มิหนำซ้ำ การกดดันของทุกฝ่าย กลับทำให้บางคนในกรมสอบสวนคดีพิเศษเกิดความไม่พอใจ พยายามเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง กระทั่งพยายามใส่ร้าย ว่าผู้ตายเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ มีความบกพร่องในพระธรรมวินับ เพียงเพื่อพยายามปกปิดความบกพร่องของตนกับพวก ที่ทำคดีไม่มีความคืบหน้า
กระทั่งเกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คดีฆาตกรรม พระสุพจน์ สุวโจ จึงได้รับการรื้อฟื้น และหลักจากนั้นระยะหนึ่ง ก็ได้รับการรื้อฟื้นอย่างสำคัญอีกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงบัดนี้ คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น กล่างคือ ยังไม่สามารถระบุตัวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัย ว่าลงมือสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ อย่างโหดร้ายทารุณได้ นอกจากนั้น ยังไม่สามารถยืนยันอย่างแน่ชัด ว่าคดีนี้มีมูลมาจากเรื่องใด และมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือบงการ
คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ ที่เคยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสังคม จนปรากฎในสื่อหลากหลายประเภทในระยะหนึ่ง ถึงบัดนี้ก็เริ่มเลือนหายไปจากความรับรู้ของผู้คน เช่นเดียวกับอีกหลายๆกรณี และเมื่อสื่อลดความสนใจ หรือใส่ใจ การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ดูจะลดระดับความสำคัญลงไปเช่นเดียวกัน...
สำหรับในปี ๒๕๕๓ นี้ ญาติมิตรและเครือข่ายกัลยาณมิตรพระสุพจน์ สุวโจ จึงได้จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจากไปของท่าน และเพื่อหาแนวทางสืบสานปณิธานของผู้จากไป อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อมิให้การจากไปของท่านเป็นเรื่องสูญเปล่า และเลือหายไปเป็นคลื่นการทบฝั่ง.
กิจกรรม ทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ และปลูกป่ารักษาธรรมชาติ
ความตั้งใจประการหนึ่งของ พระสุพจน์ สุวโจ คือการฟื้นฟูสภาพป่าธรรมชาติในพื้นที่ของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ทั้งในส่วนที่เคยเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ระยะเวลา ๕ ปี สุดท้ายก่อนมรณภาพ แม้ว่าจะมีภาระหน้าที่ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาค่อนข้างหนัก ทั้งงานจัดทำวารสาร งานจัดทำพ็อคเก็ตบุค ตลอดจนการจัดทำเว็บไซต์ แต่ พระสุพจน์ สุวโจ กับ เพื่อนภิกษุ และกัลยาณมิตรก็ยังสละเวลาที่มีอยู่ไม่มากไปกับการดับไฟป่า และการปลูกป่าเพิ่มเติม จนสามารถฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ตามห่วงโซ่และวงจรชีวิตของพืชและสัตว์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น