Art for All ศิลปะข้ามขีดจำกัด

บ่อยครั้ง เรามักจะได้ยินคำกล่าวว่า "ดูงานศิลปะแล้วไม่เข้าใจ แบบไหนคือสวยแบบไหนกันที่ไม่สวย แล้วสวยหรือไม่สวยใช้อะไรเป็นตัววัด!"

  คำถามเหล่านี้ดู เหมือนไม่มีคำตอบ เพราะคำชี้แจงเพื่อคลายข้อแคลงใจนี้ เป็นอะไรที่เปิดกว้าง หลากหลาย และไร้ขีดจำกัด ขึ้นกับประสบการณ์ มุมมอง และเหตุผลอีกนานับประการ ที่แล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้นิยาม...

 ในมุมมองของผู้เขียน  คำว่า เปิดกว้างไร้ขีดจำกัด ก็คือนิยามหนึ่งของงาน 'ศิลปะ'  และ 'ศิลปะ' ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของ ความสวยงาม ภาพวาด ลายเส้นที่ขีดเขียน หรืองานประติมากรรมเท่านั้น แต่หมายถึงทุกเรื่องที่เชื่อมโยงกัน จากจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึง...การใช้ชีวิต

 ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดโครงการ  'ศิลปะเพื่อมวลมนุษย์' หรือ  'Art for Al'l  โครงการดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคมที่ ศ.ดร.ชาญณรงค์  พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พยายามดำเนินการมาตลอด 13 ปี จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2540 กระทั่งมาเป็น มูลนิธิอาร์ทฟอร์ออล ในปัจจุบัน

 คนทั่วไปอาจมองโครงการ Art for All ว่า ก็แค่กิจกรรมที่ใช้ศิลปะเป็นแกนในการสื่อสาร จัดกลุ่ม สร้างความเคลื่อนไหวให้ได้พูดถึง แต่เนื้อแท้ของมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น.. นับจากจุดเริ่มต้นกระทั่งต่อยอดเป็นกิจกรรมที่สืบสานมานานกว่าทศวรรษได้ ย่อมมีเรื่องราวให้น่าติดตามและเวทีนี้ยังได้เสริมพลัง สร้างฝันให้คนที่ถูกเรียกว่าเป็น 'ผู้ด้อยโอกาส' มาแล้วนับไม่ถ้วน

อัจฉริยะ...สร้างได้ถ้าร่วมมือ

 จากแนวคิดเริ่มแรกที่ว่า 'ห้าคนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ' ศิลปะเป็นเครื่องมือทางสังคม เป็นต้นแบบการพัฒนามนุษย์ (HRD) เป็นเวทีจิตอาสา (CSR)  กระทั่งก่อกำเนิดค่ายศิลปะขึ้นมาในชื่อ  'Art for All'  หรือศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ แต่หลังจากได้รับทราบข้อมูลความเป็นมาเป็นไปแล้ว ผู้เขียนขอแปลในนิยามที่เข้าใจเองว่า Art for All ก็คือ 'พลังมหัศจรรย์แห่งงานศิลป์'

 ด้วยเนื้อหาสาระของค่ายศิลปะ Art for All สามารถ สร้างเสริม เติมเต็มศักยภาพให้คนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 ขยายความจากหลักคิดที่ว่า 'ห้าคนรวมเป็น หนึ่งอัจฉริยะ' ถอดแบบมาจากการสร้างพลังจากสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งในที่นี้ถ่ายทอดผ่านกลุ่มคนพิการ ผู้ถูกเรียกว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส เมื่อพวกเขามารวมกัน ความด้อยของแต่ละคน สามารถชดเชยช่วยเหลือกันโดยมีศิลปะเป็นตัวกลาง เชื่อมโยงส่วนที่ขาดหายให้แก่กันได้อย่างกลมกลืน

 โมเดลที่ประกอบด้วย 1.คนตาบอด ทำหน้าที่ เสมือนปาก-หู, 2.คนหูหนวก เป็นตาให้กลุ่ม ขณะที่ 3.คนขาดแขน-ขา เป็นปัญญาให้เพื่อน โดยมี 4.คนปัญญาอ่อนที่ร่างกายสมบูรณ์ เป็นร่างกาย กิจกรรมดำเนินไปได้ โดยผ่านการประสานของ 5.ผู้ไม่พิการที่มีเมตตาธรรม เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงเป็นที่มาของคำว่าห้าคนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ หรือมองในมุมกลับก็คือ อัจฉริยะสร้างได้ถ้าร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูล และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 อ.ชาญณรงค์เล่าถึงโครงการนี้ด้วยสีหน้าอิ่มเอมว่า มันคือกระบวนการเรียนรู้ โดยมีศิลปะเป็นตัวเชื่อม และเป็นกระบวนการสร้างกำลังใจ จุดประกายฝัน และพลังชีวิตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควบคู่คุณธรรม ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างมีความสุข  ซึ่งก็คือ การพัฒนาโดยใช้มนุษย์ต่างกระจกสะท้อนความคิดและจิตใจ เพื่อให้รู้คุณค่าชีวิต ซึ่งไม่เพียงคนพิการ แต่คนที่ร่างการสมบูรณ์พร้อม ก็เรียนรู้จากกระบวนการนี้ได้ดีไม่แพ้กัน

'ศิลปะ' เติมชีวิต-คุณธรรม

 กิจกรรมค่ายศิลปะเพื่อการเรียนรู้และสร้างเสริมนี้ทำให้พวกเขารับรู้ว่า แม้จะมีบางส่วนที่ขาดหายไปจากร่างกาย แต่ทุกคนก็จะมีบางส่วนที่มากกว่าคนอื่น และส่วนที่มีนั้นก็สามารถชดเชยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ ความภาคภูมิใจจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการแบ่งปัน  และความคิดน้อยใจในจุดบกพร่องของตัวเอง ก็จะลดน้อยลง จากการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือระหว่างกัน

 ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ 12 ปี Art for All เริ่มต้นขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่คุณธรรมให้กับเยาวชน ทั้งผู้ที่ไม่พิการและพิการทุกประเภท ให้สามารถก้าวข้ามกรอบความคิด และอุปสรรคทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้มีความเอื้ออาทร อดทน เสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม นำสู่ความเข้าใจและมิตรภาพ

 ทั้งหมดนี้เป็นไปตามปรัชญาโครงการที่ต้องการให้ 'ก้าวข้ามขีดจำกัด'  หมายถึงขีดจำกัดในทุกๆ ด้าน ทั้งข้อจำกัดของร่างกายที่ไม่พร้อม จิตใจที่อ่อนแอ ซึ่งหากฟันฝ่าข้ามไปได้ อุปสรรคใดๆ ย่อมไม่เป็นปัญหา

 ค่ายศิลปะ Art for All ที่จัดต่อเนื่องมากว่า 10 ครั้งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา คือความพยายามพิสูจน์ทฤษฎีนี้ จากค่ายแรก ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23-27 สิงหาคม 2542 ที่ผึ้งหวานรีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี, ครั้งที่ 2 วันที่ 14-18 กรกฎาคม 2543 ที่วังรีรีสอร์ท จังหวัดนครนายก, ครั้งที่ 3 วันที่ 4-8 กรกฎาคม 2544 ที่ มวกเหล็กพาราไดส์รีสอร์ท จังหวัดสระบุรี

 ครั้งที่ 9 ค่ายศิลปะ Art forAll : กับชีวิตพอเพียง วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2550 ที่ องค์การสหประชาชาติ และวังรี รีสอร์ท จังหวัดนครนายก จนกระทั่งกิจกรรมล่าสุด ค่ายศิลปะ 'Art for All : ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา' วันที่ 8-11ม.ค. 2552 เมื่อต้นปีใที่เพิ่งผ่านมา

 "กิจกรรมค่าย Art for All คือแหล่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เติมพลังชีวิต เติมฝันให้ทุกคน มันคงจะดีไม่น้อยถ้าค่ายศิลปะเพื่อมวลมนุษย์แห่ง นี้ ถูกกล่าวถึงเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายเช่นเดียวกับ งานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยว หรือแม้แต่คนไทยด้วยกันก็กล่าวถึง" อ.ชาญณรงค์ พูดทีเล่นทีจริงถึงสิ่งที่เขาพยายามปลุกปั้น ด้วยมุมมองที่ว่าคงดีมาก หากค่ายศิลปะเพื่อพัฒนาคุณธรรม เป็นที่รู้จักแพร่หลายระดับชาติได้จริง
 
ก้าวใหม่ Art for All Village

 อ.ชาญณรงค์ ย้ำว่าค่ายศิลปะทุกครั้งที่จัด เสมือนการฉีดวัคซีนให้ชีวิตเพิ่มแรงต้านต่ออุปสรรคปัญหา ทุกครั้งที่ทำค่ายก็รู้สึกได้สร้างภูมิคุ้มกัน แนวคิดจากค่ายศิลปะจึงขยายมาเป็น 'หมู่บ้านศิลปะเพื่อมวลมนุษย์' หรือ  Art for All Village ขึ้นมา หลังจากมีผู้บริจาคที่ดินเข้ามากว่า 88 แปลง ในที่สุดมูลนิธิอาร์ทฟอร์ออล ได้ตัดสินใจเลือกที่ดินแปลง 9 ไร่ ย่านมีนบุรี ขึ้นมาเพื่อสร้าง  Art  for All Village ขึ้นมา โดยออกแบบให้มีลักษณะพิเศษมีฟังก์ชั่นภายในที่รองรับการเป็นหมู่บ้านศิลปะเพื่อมวลมนุษย์เป็นแหล่งรวมของการสร้างสรรค์พลังแห่งงานศิลป์อย่างแท้จริง

 หมู่บ้านแห่งนี้ออกแบบขึ้นภายในแนวคิดเพื่อให้เป็นตักศิลาแห่งศิลป์ เป็นที่ต้อนรับ ราชอาคันตุกะ, แขกเมือง และ นักท่องเที่ยว ด้วยจุดเด่นที่รูปแบบซึ่งวางไว้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะต้อง  เหนือสากลให้คนทึ่ง ปลอดภัยในทุกด้าน ต้นแบบมรดกโลก ภาพลักษณ์สมบูรณ์พร้อมไม่พิการ

 โครงการจะแบ่งพื้นที่เป็น 3 โซนใช้สอยต่างกันแต่จุดเด่นคือแต่ละโซนจะออกแบบให้เป็นที่ใช้งานร่วมกัน เช่น โซน 1 โต๊ะกลางหน้าหมู่บ้านทุกกิจกรรมจะใช้พื้นที่ร่วมกัน ฟังก์ชั่นของแต่ละส่วนจะออกแบบให้มีความเฉพาะ เอื้อต่อกิจกรรมที่จะทำร่วมกันได้มากที่สุด ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ

 "ฝันของผมอาจจะไกลไปสักหน่อย เพราะคิดถึงขั้นว่าจะทำให้ หมู่บ้านอาร์ทฟอร์ออลแห่งนี้ได้ขึ้นทำเนียบเป็นหนึ่งในมรดกโลกเลยทีเดียว" 

 อ.ชาญณรงค์ ยอมรับว่าเรื่องนี้คงไม่ง่าย เพราะต้องผ่านการพิสูจน์มากมาย และหนึ่งในบทพิสูจน์นั้นก็คือ จินตนาการ จากฝันที่จะสร้างเป็นผลงานจริงให้สัมผัสได้และสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งไปกับ สังคม

 หลายท่านอาจมีคำถามในใจมากมายเกี่ยวกับโครงการนี้ เพราะดูแตกต่างแต่ก็ลงตัวอยู่ในที หากใครสนใจโครงการอยากรู้จักให้มากกว่านี้หรืออยากเห็นภาพจำลองที่ชัดขึ้น สามารถชมนิทรรศการเพิ่มเติมได้ในงานสถาปนิก '52 ซึ่งปีนี้จัดใหญ่เช่นทุกปีที่ผ่านมา งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 29 เม.ย. - 3 พ.ค.นี้ ที่ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

 แล้วลองหาคำตอบให้ตัวเองดูว่า 'ศิลปะจะพาคุณข้ามขีดจำกัด' ไปได้เหมือนดังนิยาม ที่อ.ชาญณรงค์ ผู้ริเริ่มโครงการนี้กล่าวไว้เป็นหัวใจของโครงการได้หรือไม่

หมายเหตุ : หากสนใจหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนถึงวันงาน เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่  www.artforall.or.th

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มีนาคม 2552

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น