หากเปรียบเยาวชนดั่งต้นไม้ ก็คงไม่ต่างจากต้นกล้าน้อยๆ ที่รอคอยการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยอย่างพอเหมาะ พอดี และมีคุณภาพจากผู้ใหญ่ใจดี ซึ่งจะทำให้พวกเขาเติบโต งอกงาม เป็นกล้าใหม่ที่แข็งแรงของสังคมได้ กิจกรรม 'ค่าย' ถือเป็นด่านหนึ่งที่จะเคี่ยวกรำให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ (มหาชน) จึงจัดค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชนในโครงการ 'กล้าใหม่...ใฝ่รู้' ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2551 (กล้าใหม่ปี 3) ขึ้นที่ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน บ้านโคกกลาง ต.หว้าทอง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยมีนิสิต-นักศึกษา 44 คน จาก 14 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม
ก่อนเดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน น้องๆ กล้าใหม่ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมวิทยากรพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ที่เปิดบ้านพาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยเพื่อเรียนรู้ประวัติความเป็นมา ทางการเงินการธนาคารของไทย และได้พาชมพัฒนาการสื่อกลางแทนเงินตรา
ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนกล้าใหม่ได้ทำกิจกรรมเรียนรู้ภายในตนเอง และได้ฝึกฝนทักษะการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทักษะการสื่อสาร และได้เรียนรู้ข้ามโครงการกับเยาวชนของศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน ซึ่งเป็นเครือข่ายของมูลนิธิสยามกัมมาจล พร้อมทั้งทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมผ่านการทำบ้านดิน
จากนั้นเมื่อเยาวชนกล้าใหม่เดินทางถึงศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน น้องๆ จึงเริ่มต้นทำกิจกรรม ซึ่งสอดแทรกการเรียนรู้ภายในเป็นระยะๆ อาทิ การฝึกสติ 'ภาวนาแสงสว่าง' เรียนรู้การทำงานแบบพลังกลุ่มในกิจกรรมผ่านประสบการณ์ 'พลิกเสื่อ' เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องความไว้ใจผู้อื่นกับกิจกรรม 'ตุ๊กตาล้มลุก' (ทิ้งตัวไปด้านหลังให้เพื่อนรับ) และกิจกรรม 'ปิดตาพาเดิน' โดยแต่ละกิจกรรมช่วยให้น้องๆ กล้าใหม่ได้ทำความรู้จักตนเอง รู้จักเพื่อน เห็นศักยภาพของกันและกัน ฝึกฝนความเป็นผู้นำที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
ต่อมาน้องๆ ยังได้เรียนรู้วิธีการทำบ้านดิน และได้ทดลองทำบ้านดินด้วยตัวเอง ตั้งแต่การย่ำโคลน การทำบล็อกดิน และการก่ออิฐทำบ้านดิน จนท้ายที่สุดได้ศาลาอเนกประสงค์ไว้ใช้ประโยชน์ของศูนย์ ระหว่างนั้นเยาวชนยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อฮักแม่ฮักที่เยาวชนเข้าพักค้างแรม แบบโฮมสเตย์ ตลอดจนถึงการเรียนรู้วิถีชีวิต ประวัติชุมชน ประเพณีวัฒนธรรม อาชีพ และป่าชุมชนของ ต.หว้าทอง จากผู้อาวุโสและปราชญ์ชาวบ้าน โดยชาวบ้านโคกกลางยังจัดพิธีรับขวัญเยาวชนอย่างอบอุ่น ส่วนน้องๆ ชาวดินก็ได้ตระเตรียมการแสดงสืบสานวัฒนธรรม 'หมอลำ' มาสร้างความประทับใจแก่พี่ๆ ก่อนพี่กล้าใหม่จะอำลาศูนย์การเรียนรู้ชาวดินฝึกสติภาวนาแสงสว่าง
ในวันสุดท้ายจึงเป็นเวลาของเยาวชนกล้าใหม่ได้นำประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอด ผ่าน Zeed Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารในโครงการฯ ฉบับพิเศษ โดยมี พี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง นักคิดนักเขียนชื่อดัง มาให้ความรู้เกี่ยวกับงานเขียนที่ดีอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเมื่อสิ้นสุดค่ายแล้วเยาวชนยังมีเว็บบล็อก www.okkid.net เป็นช่องทางการสื่อสารที่เชื่อมร้อยเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาให้สามารถแลก เปลี่ยน เรียนรู้ หรือชวนกันคิดทำกิจกรรมดีๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
หนูแดง-น.ส.พรรณนิภา จันทร์เจริญ เยาวชนค่ายจากรั้วแม่โดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดถึงค่ายกล้าใหม่ครั้งนี้ว่า เป็นกิจกรรมที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนมากมาย และทำตลอดทั้งวันจนรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็เป็นกิจกรรมที่สนุกได้พูดคุยกับพ่อฮักแม่ฮักที่ไปพักค้างแรม นอกจากนั้นแล้วยังประทับใจกับการลงมือทำบ้านดิน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้นึกถึงบ้านเกิดตัวเองที่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ที่ต้องการทำสิ่งๆ ดีตอบแทนบ้าง อย่างการนำแนวคิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไปจัดทำพื้นที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านมาทำกิจกรรมและเรียนรู้สิ่งดีๆ ร่วมกันได้
เช่นเดียวกับ อิฐ-อิทธิเทพ โกกิฬา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา บอกถึงประสบการณ์ดีๆ ครั้งนี้ว่า การทำบ้านดินทำให้ได้เรียนรู้ถึงความรักในสิ่งที่ตัวเองได้ทำขึ้นมากับมือ แม้อาจไม่สวยงามนักและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ก็ทำให้เกิดความผูกพันชนิดที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่เยาวชนกล้าใหม่เท่านั้นที่ได้เติบโตขึ้นจากกิจกรรมค่ายคราวนี้ น้องๆ ชาวดินก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้มาทำกิจกรรมร่วมกันกับพี่ๆ และรู้สึกขอบคุณพี่ๆ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
"ตอนแรกรู้สึกเกร็งที่ทำกิจกรรมกับพี่ๆ ซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน และมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเห็นความตั้งใจและมิตรภาพจากพี่ๆ แล้ว ก็ทำให้อาการประหม่าหมดไป แต่กลับแทนที่ด้วยความรู้สึกประทับใจและเกิดความผูกพัน" ความรู้สึกของ วรรินทร์ โสภา เยาวชนแกนนำจากศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน.
Credit : ไทยโพสต์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น