One of the most difficult thing to give away is kindness, but It is usually returned.
The place to improve the world is first in one's own heart and head and hands.
How wonderful it is that nobody need wait a single moment before starting to improve the world.
น้ำใจที่ไม่มีเงื่อนไข มนุษยธรรมที่ไม่มีประมาณ คือเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ที่แท้ ทำให้เราไปพ้นขีดจำกัดด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เห็นมนุษย์เป็นเพื่อนและพี่น้องเสมอกัน
No act of kindness, however small, is ever wasted.
...เวลานี้เราขาดคนที่จะยอมตนเป็น "อิฐก้อนแรก" ที่ทิ้งลงไปและจมอยู่ที่นั่น เพื่อให้ก้อนอื่นๆ ถมทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้วเจ้าก้อนที่จะปรากฏเป็นผู้รู้จักของสังคม ก็คือก้อนที่อยู่เหนือคนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกสุดก็จมดินอยู่นั่นเอง เราหาคนอย่างนี้ไม่ค่อยได้ จึงไม่ค่อยมีอะไรใหม่ที่มีคุณค่าออกมา เพราะ น้ำจิตน้ำใจแห่งการเสียสละ ของเรา ยังอบรมกันได้ผลน้อยเต็มที...
สังคมอาจย่ำแย่ย่อยยับ แต่เราอย่าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ทำร้ายสังคม จงอยู่อีกด้านเสมอ
You cannot do a kindness too soon because you never know how soon it will be too late.
You must be the change you want to see in the world
"สิ่งที่มหาวิทยาลัยหวัง ไม่ได้หวังแค่นักเรียนเป็นช่าง แต่ในคำว่าช่างจะต้องเป็นช่างที่สมบูรณ์แบบ นอกจากจะมีความรู้ความชำนาญในเรื่องการช่างแล้ว
จะต้องมีจิตใจที่ดี รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่หวังผลอะไรตอบแทน การที่ได้ออกมาปฏิบัติงานจริงก็เหมือนเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน ได้พบปะกับชาวบ้าน โดยชาวบ้านทุกคนก็เหมือนเป็นครูคนหนึ่งของนักศึกษา" คำบอกกล่าวของ อาจารย์ศศิวิมล มาแสง หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ที่พาน้องๆจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขนอุเทนถวาย สร้างบ้านกับชาวบ้านที่เดือดร้อน ร่วมกับมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษย์ชาติ โดยมีฑูตมินิธิ ฟิล์ม- รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ศิลปินอาร์เอช ร่วมลงแรงช่วยกันคนละไม้คนละมือ เมื่อเร็วๆนี้
อาจารย์ศศิวิมล เล่าว่า โครงการนี้เกิดมาเกือบ 1 ปี โดยมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติประเทศไทย ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย นำนักศึกษาที่ลงวิชาฝึกงานชื่อว่า"เบสิก เอ็นจีเนียร์ เทรนนิ่ง" คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มาเป็นอาสาสมัครสร้างบ้านให้กับชาวบ้าน ถือเป็นการเรียนการสอนในหลักสูตรโดยการปฏิบัติงานจริงเป้นเวลา 1 เดือน จะออกปฏิบัตินอกสถานที่ 2 ครั้ง หรือแล้วแต่มูลนิธิจะขอความช่วยเหลือไป
" เมื่อได้เห็นนักศึกษาทุกคนได้หยิบจับเครื่องมือก่อสร้างอย่างคล่องแคล่ว รู้สึกดีใจมาก วิชาที่ได้สอนไปไม่เสียเปล่า นักศึกษาทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริง เพราะว่า "การศึกษาสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะอยู่ในกรอบอย่างเดียวไม่ได้ การศึกษาต้องมีคิดนอกกรอบ คิดที่ลองทำ และกล้าที่จะตัดสินใจ" อาจารย์ศศิวิมล กล่าว
นายเอกลักษณ์ อินทรคำแหง (ติ๊ก) นักศึกษาชั้นปีที่1 คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิศวโยธา หลักสูตร 4 ปี บอกว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มาสร้างบ้านให้กับชุมชน การที่ได้ออกมาปฏิบัติงานจริงจะช่วยให้รู้วิธีแก้ปัญหาได้ดีกว่า เรียนในห้องจะรู้สึกเครียด เมื่อได้ออกมานอกห้องเรียนจะรู้สึกดีกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบรรยากาศ สังคมรอบๆตัว หนังสือตำราเป็น 100 เล่ม ก็ยังไม่เท่ากับการที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง
"มือที่จับปากกาเปลี่ยนมาจับจอบผสมปูนเป็นประสบการณ์ที่ดีมากถึงแม้ว่ามันจะหนักกว่าดินสอ ก็ดีกว่าจะไปถือมีดไล่ฟันกันสร้างความเดือดให้ผู้อื่น ทำแล้วเกิดความสุข สุขที่เราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น เป็นสิ่งตอบแทนปลิ้มเกินที่จะบรรยาย" ติ๊ก อธิบาย
เช่นเดียวกันกับ"คอง" นายธีรภัทร บุญรอด เพื่อนรวมชั้นของติ๊ก บอกว่า การที่เข้ามาร่วมโครงการกับมูลนิธิฯเป็นสิ่งที่ดีมาก ซึ่งปกติเขาอาสาสมัครค่ายอาสามหาวิทยาลัย สร้างโรงเรียนให้กับน้องๆตามต่างจังหวัดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยได้สร้างบ้านให้กับชาวบ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ทำให้ได้ประสบการณ์ในการทำงานปูรากฐานของความเป็นช่างที่ดีในอนาคต " เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ได้รับความสุข ความสุขของพวกเขาเหล่านั้นก็จะสะท้อนกับมาหาตัวเรา แค่นี้ก็เป็นสิ่งตอบแทนที่มีค่าสำหรับเด็ก ม.ราชมงคลอุเทนถวายแล้ว ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจที่จะหาสิ่งใดมาเทียบได้ "
คองกล่าว
"งานขนอิฐ ขนปูน ขนหิน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานเล็กๆน้อย แต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำ" เสียงบอกเล่าของ "ปู" นักศึกษาหญิง1 ในอาสาสมัคร
ของม.ราชมงคลอุเทนถวาย โดย "ปู" บอกว่า การนั่งเรียนในห้องเรียนส่วนมากจะมีหนังสือเป็นแหล่งอ้างอิง แต่เมื่อได้ทำงานร่วมกับเพื่อนมีการพูดคุยกันแก้ปัญหานำความรู้ที่เรียนมาปรับปรุงใช้ในการทำงาน จุดเล็กๆที่ได้ทำไป เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนให้ได้มีบ้านอยู่ อยากให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่านักศึกษาม.ราชมงคลอุเทนถวาย ไม่ได้มีแต่เรื่องตีรันฟันแทงกัน แต่ยังมีนักศึกษาที่ได้ทำอะไรเพื่อสังคม ถึงแม้จะไม่ได้เงินเป็นค่าตอบแทน แต่พวกเขายังเปี่ยมไปด้วย "น้ำใจ" และพร้อมที่จะทำอะไรเพื่อสังคม
นางกุสุมา รัตติมาสกล (ป้าโป้ง) เจ้าของบ้านที่ได้บ้านหลังใหม่ บอกว่า ดีใจมากที่ได้เห็นนักศึกษามาช่วยกันสร้างบ้าน ไม่ต้องไปเสียค่าจ้างแรงงาน เพราะค่าแรงวันหนึ่งตกวันละ 300-400 บาทต่อวัน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้ นักศึกษาทุกคนน่ารักมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส ระหว่างที่ทำงานก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ ถือเป็นภาพที่หาดูได้อย่าง เหมือนกับการลงแขกในสมัยก่อน
เสียงของจอบที่เสียดสีกันระหว่างที่ผสมปูน เสียงพูดคุยกันขณะที่สองมือก็ช่วยกันขนทรายขนหิน ช่วยกันคนละไม้ละมือ ในที่สุดก็ได้บ้านหนึ่งหลัง มาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุขของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ได้แสดงผลสำเร็จของน้ำพักน้ำแรงของนักศึกษาที่มีจิตอาสา โดยทำไปเพื่อไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ แค่เพียงมอบความสุขให้กับคนที่เดือดร้อนตามกำลังที่ทำได้นั่นเอง
0 ชลธิชา ศรีอุบล มทร.ธัญบุรี 0
จาก คมชัดลึก วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551