อนุบาล“เขาแผงม้า”

         ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยมีภูเขาที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้รกครึ้มและสัตว์ป่ามากมาย แต่กลับถูกทำลายจนกลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น รกร้างและแห้งแล้ง ทุกปีในหน้าแล้งจะเกิดไฟป่าโหมไหม้ ท่วมภูเขาแห่งนี้ข้ามวันข้ามคืน จนชาวบ้านขนานนามว่า “ภูเขาไฟ”
         จนกระทั่งวันหนึ่ง ภูเขาไฟแห่งนี้ก็พลิกฟื้นคืนสภาพสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพราะความร่วมมือร่วมใจของผู้พลิกฟื้น มีต้นไม้น้อยใหญ่งอกเงยปกคลุม และสัตว์ป่านานาชนิดก็หวนคืน และนาม “ภูเขาไฟ” ก็เลือนหายไปในที่สุด
         นั่นคือเรื่องราวที่กลายมาเป็นตำนานการพลิกฟื้นสุดยิ่งใหญ่ อดีตที่ผ่านมาของ เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียว จังหวัด นครราชสีมา

 

         อนุบาลเขาแผงม้า เป็นชื่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งยังอยู่ในวัยละอ่อนปลายๆ ที่เคยร่วมกิจกรรมกับทางเขาแผงม้า และมีความคิดอยากที่จะมีกิจกรรมจิตอาสาสักอย่าง ที่มันถือกำเนิดจากพวกเขาเอง และกิจกรรม สร้างฝาย และ ทำโป่งดิน เมื่อวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2551ก็ถูกเลือกเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเขา


         อาสาสมัครกว่า 50 ชีวิตได้เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร พร้อมเพียงกันในช่วงเช้าของวันที่ 9 และถึงปลายทางประมาณ 15.30 น. กินเวลาไปประมาณ 6 ชั่วโมง จากจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ไปถึงจุดเริ่มต้นของน้ำใจในอีกสถานที่ หกชั่วโมงกับการเดินทางที่ดูเหมือนจะนาน ถูกแทนที่ด้วยการสร้างมิตรภาพเล็กๆ กับการพูดคุยกับคนแปลกหน้า(หน้าแปลก) รวมกับกิจกรรมละลายความไม่คุ้นชินเล็กๆน้อยๆ ที่ทางทีมงานสร้างขึ้นมาให้อาสาสมัครได้ทำร่วมกัน ความเหนื่อยล้าในการเดินทาง ถูกบำบัดด้วยอากาศอันสดชื่นที่ไร้ความลังเลในการสูดมันเข้าไป ซึ่งค่อนข้างต่างกับสังคมเมืองที่มีความสะดวกสบายทางวัตถุ แต่ปราศจากความบริสุทธิ์จากการหายใจอย่างแทบจะสิ้นเชิงในแต่ละวัน


         สถานที่แรกที่ได้ลงสัมผัสธรรมชาติ คือ สวนลุงโชค ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มอาสาสมัครจะพักพิงท่านกลางธรรมชาติเป็นเวลาสามวันสองคืน การต้อนรับที่เป็นกันเอง และบรรยากาศที่เรียบง่าย บวกกับรอยยิ้มของชายเครางามที่ชื่อว่า ลุงโชค ซึ่งมาพร้อมกับคำทักทายและบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเขาแผงม้า และสวนลุงโชคเองด้วย การพูดคุยสั้นกระชับแต่บ่งบอกถึงการพยายามในการที่จะฟื้นฟู และอนุรักษ์ธรรมชาติที่ไม่สั้นเลย เสร็จสิ้นจากการสนทนาเล็กๆของเจ้าบ้าน กิจกรรมต่างๆที่อยู่ในช่วงเวลาที่เหลือของวันก็จะเป็นการพูดคุยถึงความคาดหวังในการทำอะไรดีๆร่วมกันครั้งนี้ , เล่นเกมบัดดี้ เกมที่แอบสร้างความประทับใจโดยไม่บอกให้ใครรู้ ซึ่งถือเป็นการให้อย่างไม่ต้องการให้ผู้รับรับรู้ถึงการให้นั้นๆ (โห้ยยย จะเท่ไปไหน) และกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ สนุกสนานต่างๆ จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อที่จะรอการพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงหัวค่ำเพื่อที่วางแผนถึงกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายหลักในวันพรุ่งนี้ทั้งสร้างฝาย และ ทำโป่งดิน

 


         ฝายและโป่งดินที่จะมาร่วมกันทำเป็นกิจกรรมหลักนั้น ทั้งสองอย่างล้วนมีหน้าที่เติมเต็มให้กับธรรมชาติ ฝายมีประโยชน์ในด้านกระจายความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ เป็นแหล่งน้ำให้สัตว์ในป่าทั้งหลาย และ เป็นที่อนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก ส่วนโป่งดินเป็นแหล่งอาหารของสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อบางชนิด เช่น เสือ และช่วยเสริมแคลเซียม สร้างเล็บ กระดูก ฟัน และเขา ให้สัตว์ป่าที่จำเป็นต้องใช้มัน ซึ่งกิจกรรมทั้งสองก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มโดยเป็นช่วงเช้าและบ่าย กลุ่มแรกสร้างฝายในตอนเช้าและตอนบ่ายก็ทำโป่งดิน และอีกกลุ่มก็ตรงกันข้าม คำถามของอาสาสมัครในวิธีการทำต่างๆของทั้งสองอย่างถูกถาม และได้คำตอบจากผู้รู้ซึ่งให้คำตอบจากประสบการณ์ที่ทำงานในพื้นที่มา การวางแผนก็เสร็จสิ้น และมีบางส่วนแยกย้ายไปพักผ่อน เวลาก็ล่วงเลยไป ความสว่างจากแสงอาทิตย์หมดไปอย่างสิ้นเชิง และถูกแทนที่ด้วยความสว่างที่ละมุนจากแสงจันทร์แทน ทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อนท่านกลางธรรมชาติ ซึ่งเป็นความสุขที่เราได้รับที่สุดแสนจะง่ายดาย


         เช้าวันที่สอง ความสดชื่นของแต่ละคนกับเช้าวันใหม่ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากธรรมชาติ แม้ในสถานที่แห่งนี้จะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีอากาศที่เย็น และสดชื่นโดยความร่มรื่นของต้นไม้มากมาย ไม่มีโทรทัศน์ อินเตอร์เนต ไม่มี hi5 แต่ก็มีความสุขแบบง่ายๆ จากเสียงของธรรมชาติ  และการมองสิ่งที่สบายตารอบๆตัว 


         ภารกิจหลักที่ได้จัดสรรไว้แล้ว การเดินทางของน้ำใจกว่า 50 ชีวิต อุปกรณ์ที่แต่ละคนเตรียมมาต่างๆ พื้นที่ที่ทำทั้งโป่งดินและฝายอยู่ห่างจากสวนลุงโชคไปไม่ไกลนัก พอถึงเขาแผงม้า ก็จะเจอคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำ และข้อควรระวังต่างๆ โป่งดินจะมีวิธีการทำโดย ขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1 เมตร แล้วจึงนำเกลือใส่ลงไปในหลุมเพื่อที่จะให้แร่ธาตุที่มีอยู่ในเกลือซึมลงไปในหลุม และรอบๆ ที่ขุด เสร็จแล้วจึงนำดินกลบลงไปอีกที ระหว่างที่ขุดอยู่นั้น ต่างคนต่างอาสาที่จะเข้ามาผลัดเปลี่ยนยามที่ใครคนใดเหนื่อยก็จะมีอีกคนเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดำเนินไปอย่างไม่ลำบาก การช่วยเหลือกันทำให้ทุกอย่างจะดูง่ายและใช้เวลาไม่มากนัก เสร็จสิ้นภารกิจแรกของวัน ก็มารวมตัวกับอีกกลุ่มที่ไปทำฝายมา เพื่อที่จะมานั่งรวมกันทานอาหาร ซึ่งอาหารก็แสนจะง่ายดายอีกเช่นเดิม เป็นข้าวเหนียว และ หมูทอด ไก่ทอด ห่อใส่ใบตองมา ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากช่วงเช้าหรือไม่อย่างไร ถึงทำให้อาหารมื้อนี้ดูจะเอร็ดอร่อยไปซะทุกคนเลย และเพื่อที่จะไม่ให้เวลาล่วงเลยไปไกล หลังจากเสร็จการเติมพลังกาย และ พลังใจสักครู่ ก็เริ่มที่จะแยกย้ายไปทำอีกภารกิจซึ่งไม่เหมือนในตอนเช้าของแต่ละกลุ่ม ซึ่งในช่วงบ่าย การทำฝายแม้จะมีรายละเอียดในการทำมากกว่าการทำโป่ง แต่อะไรอะไรคงจะไม่ยากเกินไปถ้าเรามีใจจะทำมัน จอบ กระสอบ สองหัวใจสำคัญของการทำฝาย ขุดดินใส่กระสอบวางเป็นแนว ความสูงไม่มาก และใช้ดินกลบเพื่อที่จะไม่ทำให้สัตว์ป่าทั้งหลาย รู้สึกประหลายใจว่ามีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในป่าของพวกมัน ภารกิจหลักทั้งสอง ก็ผ่านพ้นไป เวลาก็ล่วงเลยมาจนจะถึงช่วงเย็นของวันนั้น แต่ยังมีภารกิจส่งท้ายของวัน คือ การร่วมด้วยช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อที่วันหนึ่ง ต้นที่เราร่วมกันปลูกโตขึ้น มันก็จะกลายเป็นอาหารให้กับกระทิงตัวเบิ้มและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่อไป ต้นกล้าที่นำมาจำนวนไม่ครบทุกคน ทำให้ทุกคนได้ปลูกร่วมกัน เสร็จภารกิจสุดท้ายของวันแล้ว ทุกคนก็เริ่มเหนื่อยล้าทางกายกันถ้วนหน้า แต่มาพร้อมซึ่งความเบิกบานในใจ ทั้งได้ทำอะไรเพื่อธรรมชาติ ได้มีกิจกรรมกับคนที่จิตใจดีๆ ร่วมกันหนึ่งวันเต็มๆ 


         ระหว่างเดินทางกลับที่พักก็ไปสะดุดกับประโยคหนึ่งระหว่างทางว่า “คนละต้น ก็เป็นป่าแล้ว” หนึ่งวันในการเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยกัน แม้กลุ่มอาสาสมัครทั้งครึ่งร้อยชีวิตจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในวันวันเดียว แต่ทั้งหมด ก็ได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้เช่นกัน การฟื้นฟูในอดีตจนถึงปัจจุบัน และการอนุรักษ์ของป่าตั้งแต่ปัจจุบันเป็นต้นไป จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้เลย เพราะ แค่เราช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย สิ่งใหญ่ๆ ก็สามารถเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ 


         ภารกิจของเกือบจะทั้งหมดในทั้งหลายๆ กิจกรรม ได้ผ่านพ้นไป เวลาที่เหลืออีกหนึ่งก็คงเป็นเพียงการพูดคุยถึงกิจกรรมต่างๆที่ได้ทำมา ซึ่งทั้งการลงมือทำ และการพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมอง ส่วนคนที่ไม่มีโอกาสในอดีตที่ผ่านมาก็น่าจะลองหาโอกาสมาพบกับความสุขแบบนี้สักครั้งในชีวิต ซึ่งการเดินทางก็ไม่ยากเย็นอะไร มีทั้งรถทัวร์ รถตู้ จากหลากหลายจุดเริ่มต้น หรือถ้าอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเขาแผงม้า สวนลุงโชค หรืออยากจะให้กำลังใจ ก็มี website   http://khaopangma.org/ ให้ลองเข้าไปเยี่ยมชม


         ประสบการณ์เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันในทุกๆเหตุการณ์ที่เข้ามาในช่วงชีวิตในอนาคต ภาพความทรงจำกับกิจกรรมไม่ยิ่งใหญ่ คงติดลงไปในระบบความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน ไม่มากก็น้อย ซึ่งการแบ่งปันความสุขของแต่ละคนต่อคนใกล้ชิด อาจจะเกิดแรงกระเพื่อมเพื่อนำไปสู่สิ่งมหัศจรรย์ใหญ่ๆ ในอนาคตได้
 
         ถ้าคุณไม่ทำ แล้วใครจะทำ

         ขอบคุณกลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า ผู้เป็นผู้เริ่มต้นในการฟื้นฟูธรรมชาติ
         ขอบคุณลุงโชคผู้ที่เป็นแกนนำในการทำสิ่งดีๆที่ไม่มีใครคิดจะทำ
         ขอบคุณแอน ขวัญ ป๋า ที่สละเวลาเป็นคนจัดกิจกรรมดีๆ
         ขอบคุณพี่บี พี่เสิด และพี่ๆ ทุกคนที่เป็นส่วนเติมเต็มให้อาสาสมัครทั้งหลาย
         และ ขอบคุณธรรมชาติ ที่ทำให้โลกน่าอยู่ทุกครั้งที่มีธรรมชาติ

        โดเรมอน