
1. หลักการและเหตุผล
ปัจจุบันความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงได้เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของเยาวชนในพื้นที่ประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงเหล่านั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เด็กและเยาวชนได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน อาจปลูกฝังให้เยาวชนที่ไม่เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลการเข้าใจระหว่างความจริงกับสิ่งที่เห็นได้ ซึ่งต้องอาศัยการชี้นำจากผู้ใหญ่รอบข้างซึ่งยังมีไม่เพียงพออีกเช่นกัน
การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับสันติวิธีจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยถ่วงดุลให้เยาวชนนั้นเห็นคุณแก่ตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมระดับประเทศและโลก เปิดโอกาสให้เยาวชนได้รู้จักหลักการ ทิศทาง แนวคิดที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ด้วยหนทางแห่งความเป็นมิตร เข้าใจซึ่งกันและกัน เคารพในสิทธิทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างเสมอภาค อันจะเป็นจุดสำคัญที่จะลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยคำว่า “สันติวิธี” ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หลายกลุ่มต้องการให้ภาครัฐและฝ่ายการเมืองใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยอีกจำนวนมากยังไม่เข้าใจคำจำกัดความของคำว่า “สันติวิธี” และยังไม่เข้าใจว่าสันติวิธีจะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร เช่นนี้แล้ว การทำความเข้าใจในเรื่องของสันติวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรแก่การศึกษาและเผยแพร่ความรู้
จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดของการเมืองไทยนับตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) การเลือกตั้ง หรือแนวทางการทำงานด้านประชาธิปไตย จนกระทั่งในปัจจุบันเป็นการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(แดงทั้งแผ่นดิน) และได้นำไปสู่การสลายการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553นำมาสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และประเด็นสำคัญ คือ เยาวชน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการได้รับผลกระทบทั้งจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม หรือการรับฟังจากสื่อสารมวลชน หรือเยาวชนที่มีบ้านเรือนใกล้เคียง ล้วนส่งผลต่อเยาวชนทั้งสิ้น ทั้งการรับรู้ในความขัดแย้ง ความรุนแรงทางตรง การผลิตวาทกรรมซ้ำจากสื่อมวลชน สื่ออินเตอร์เน็ต เป็นต้น แม้ว่าเหตุการณ์การปะทะในเขตกรุงเทพมหานครจะยุติลงแล้วในเชิงกายภาพ แต่ผลกระทบที่ตามมาโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพื้นที่การชุมนุม จากสิ่งแวดล้อม และข่าวสารข้อมูลที่ได้รับ เยาวชนเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และซึมซับความรู้สึกและประสบการณ์ได้ดีที่ต้องถือเป็นให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เพราะพื้นฐานในการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเยาวชนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้ามีพื้นฐานที่ดี ย่อมนำไปสู่การอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ค่ายเยาวชน “แตกมัน(ส์)สันติ ริอ่านการเมือง” จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่ให้เยาวชนได้มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ พัฒนาด้านสันติภายในตัวเองให้เข้มแข็งให้เกิดการรู้จักและเข้าใจตนเองในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม ได้เรียนรู้วิเคราะห์ธรรมชาติของการเมืองและความขัดแย้งที่ลดทอนความยุติธรรมทางสังคม รวมทั้งได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลายด้วยความเป็นมิตร เข้าใจ และเคารพสิทธิทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างเสมอภาค ตลอดจนได้ฝึกทักษะการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เช่น การเจรจา การสานเสวนา การรณรงค์ทางการเมือง การชุมนุมโดยสันติวิธี ละครการเมือง เป็นต้น และยังส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและทัศนคติเชิงวิพากษ์ในแนวคิดเรื่องสันติวิธี โดยเฉพาะเรื่องการใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาการเมืองในประเทศไทยในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนกล้าที่จะปลดปล่อยพลังทางความคิดต่อประเด็นอันเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองของพวกเขา ก่อให้เกิดมุมมองทางการเมืองใหม่ๆต่อระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา ที่กอปรไปด้วยความหวังและความสร้างสรรค์ ตลอดจนเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของตนที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยตรง ท้ายที่สุด กลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้ใช้ความรู้ในสันติวิธีเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้มั่นคงสืบไปทั้งนี้หวังว่าเยาวชนที่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากโครงการนี้จะเป็นหน่อสันติ และร่วมมือกันขยายกล้าหน่อสันติให้มีมากขึ้นในสังคมอนาคตต่อไป
2. วัตถุประสงค์โครงการ
• เพื่อเป็นการสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาได้แสดงบทบาทในการเป็นกำลังสำคัญใน
การวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาเมือง
• เพื่อเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างทางความคิด เข้าใจ และเคารพสิทธิทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
• เพื่อค้นหามิตรภาพและเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการเพื่อการรณรงค์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
• เพื่อสร้างการเรียนรู้ ตระหนักรู้ ต่อวิกฤติการสถานการณ์การเมืองไทยอย่างถ่องแท้
• เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักการเสียสละและอุทิศตนทำประโยชน์เพื่อสังคม
3. ผู้รับผิดชอบโครงการ
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
4. วันเวลาและสถานที่จัดโครงการ
วันเวลา : 12 – 27 มีนาคม 2555
สถานที่จัด : อุทยานภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก (ยังระหว่างการประสานงาน)
5. กลุ่มเป้าหมายและผู้เข้าร่วมโครงการ
เยาวชนที่สนใจการเมือง จำนวน 30 คน
6. รูปแบบกิจกรรม
1. กิจกรรมรู้จักตัวเอง ตัวตนและคนร่วมทำความรู้จักอื่น
2. ธรรมชาติ(การเมือง/ความขัดแย้ง)และกรณีความขัดแย้งทางการเมือง
3. ปฏิบัติการและทักษะสันติวิธี เช่น กิจกรรมรณรงค์ทางการเมือง
4. ลงพื้นที่เพื่อศึกษาชุมชนในภาคสนาม
ชุดวิชาที่ 1 : กิจกรรมรู้จักตัวเอง ตัวตนและคนร่วมทำความรู้จักอื่น จุดประสงค์ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ทำความเข้าใจและสร้างความไว้วางใจในการอยู่ร่วมกัน เกิดการยอมรับ และเคารพในความแตกต่างทางความคิด
ชุดวิชาที่ 2 : ธรรมชาติ (การเมือง/ความขัดแย้ง) และกรณีความขัดแย้งทางการเมือง
จุดประสงค์เพื่อให้เยาวชน ได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติทางการเมืองที่เป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีกฏกติกา เข้าใจธรรมชาติความขัดแย้ง ความรุนแรง สันติวิธี รวมทั้งทำความเข้าใจกลไกกรณีความขัดแย้งทางการเมือง
ชุดวิชาที่ 3 : ปฏิบัติการและทักษะสันติวิธี
จุดประสงค์เพื่อให้เยาวชน ได้เรียนรู้และเข้าใจสันติวิธี และฝึกทักษะปฏิบัติการสันติวิธี
- ศึกษาชุมชนในภาคสนาม เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้จริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตและการเมืองชุมชน รวมถึงปัญหาชุมชนและวิธีการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน
- สัมมนาการเมือง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ร่วมกันกับผู้ที่ผ่านประสบการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง
- ละครการเมือง เพื่อให้เยาวชนได้ประยุกต์การเรียนรู้มาสรรสร้างละครการเมืองร่วมกัน
- สรุปเนื้อหาการเรียนรู้ (Reflection) เพื่อให้เยาวชนได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ และประเมินผลโครงการ เพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้และสะท้อนย้อนมองตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง / เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในตัวเอง / คิดว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง โดยให้เตรียมนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้เป็นเป็นรายบุคคล ในรูปแบบ เรียงความ/ บทความ/ เรื่องสั้น/ บทกลอน/ ภาพวาด/ บทเพลง/ ละคร/...เป็นต้น
- การขยายผล และการติดตามประเมินผล/ ปิดวงพูดคุย เปิดใจรับฟัง
7. แผนการดำเนินงาน
|
กิจกรรม
|
ก.ย. – มี.ค.
|
||||||
ก.ย.
|
ต.ค.
|
พ.ย.
|
ธ.ค.
|
ม.ค.
|
ก.พ.
|
มี.ค.
|
|
1. ประชุมปรึกษาหารือเรื่องรูปแบบกิจกรรม/เพื่อหาผู้เข้าร่วม
|
√
|
||||||
2. สำรวจ ศึกษา ประเด็นของการจัดกิจกรรม
|
√
|
||||||
3. ระดมความคิด เพื่อจัดหาบทเรียนสำหรับกิจกรรม
|
√
|
||||||
4.ระดมความคิด เพื่อจัดหาบทเรียนสำหรับกิจกรรม
(ครั้งที่ 2)
|
√
|
√
|
|||||
5.หาสถานที่จัดกิจกรรม
|
√
|
||||||
6. ประชาสัมพันธ์กิจกรรม และเปิดรับสมัครสมาชิกร่วมโครงการ
|
√
|
√
|
√
|
√
|
|||
7. ดำเนินกิจกรรม
|
√
|
||||||
8. สรุปการดำเนินงาน
|
√
|
||||||
8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับคนที่แตกต่างทางความคิดของคนในสังคม
2. ได้เครือข่ายการทำงานร่วมกันในอนาคตเพิ่มขึ้น
3. ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องสันติวิธี ภายใต้ความ ขัดแย้งทางการเมือง
4. นักเรียน นักศึกษาสามารถแสดงบทบาทในการเป็นกำลังสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์
5. แสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาเมืองนักศึกษาได้ฝึกฝนและเรียนรู้จาก การปฏิบัติงานจริงในการจัดกิจกรรม
6. เกิดเครือข่ายทางวิชาการเพื่อการรณรงค์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
9. การประเมินผลโครงการ
ประเมินผลโครงการด้วยการสังเกต การประชุมสรุป แบบสอบถาม และการติดตามผลระยะ ต่อเนื่อง
| ไฟล์แนบ | ขนาด |
|---|---|
| กระบวนการจัดกิจกรรม ตารางกิจกรรม ตาราวิทยากร | 186.3 KB |
| ใบสมัครโครงการค่ายเยาวชน131254 | 179.39 KB |
แสดงความคิดเห็น