โดย อาทิตย์ คงมั่น

ท่าม กลางความร้อนระอุทางการเมืองที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะลบลงด้วยอะไรก็ได้แต่ ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์ว่าคนไทยด้วยกันอย่าให้เหตุการณ์ที่ต้องมีการฆ่าฟันกันใน ประเทศเลย ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกวันในเดือนเมษายน ก็ไม่แพ้เหตุการณ์ทางการเมืองเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความเป็นการให้ความสุขสบายทั้งกายและใจให้กับตัวเองและทุกท่าน จึงขอพาท่านมารู้จักกับชุมชนที่หลายท่านยังไม่รู้จักเผื่อมีโอกาสจะได้ไป บ้างเพื่อความสบายใจ

 

ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือในป่าและหุบเขาที่สูง ของ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ยังมีชุมชนชาว ปกาเกอะญอ ตั้งชุมชนอยู่ไหล่เขานี้มานานนับร้อย ๆ ปี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 70 กว่ากิโลเมตรและอยู่ห่างจากตัวอำเภอจอมทอง 20 กิโลเมตร โดยประมาณ ส่วนผู้ที่เดินทางหากเป็นหน้าฝนอาจจะลำบากหน่อยเนื่องจากถนนเข้าหมู่บ้าน พึ่งจะมีรถเกรดถนนจาก อบต.บ้านหลวง เข้ามาได้ไม่ถึงปีและเป็นถนนลูกรังที่มีความกว้างแค่ 4 เมตร ดังนั้นพอถึงหน้าฝนเมื่อไหร่หนีไม่พ้น ถนนลื่น มิหนำซ้ำยังเป็นดอยสูง เสี่ยงต่อการได้รับอุบัติเหตุ ในชุมชนไม่มีไฟฟ้า นอกจาก โลล่าเซล ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้สามารถดำรงหรือใช้วิถีชีวิตแบบดั้ง เดิมแบบเรียบง่ายตามรอยผู้เฒ่าผู้แก่ของเผ่าที่สั่งสมกันมาช้านานแม้จะมี บ้างในการรับสื่อจากภายนอกเป็นเรื่องปกติสังคมทั่วไป

ชุมชนบ้านสันดินแดง ที่เป็นชุมชนสาขาหรือกลุ่มบ้านแม่ปอน มี 30 หลังคาเรือน มี ผู้นำทางการที่ได้รับการคัดเลือกในการประสานข้อมูลข่าวสารและเชื่อมระหว่าง ชาวบ้านกับหน่วยงานและบุคคลภายนอก ส่วนการจัดการตามจารีตประเพณีจะมีผู้นำทางวัฒธรรม (ฮี่โข่) ที่ได้รับการสืบทอดตามสายบรรพบุรุษ (ทางพ่อ) ทำหน้าที่กำกับและประกอบกิจกรรมทางวัฒนธรรม หาเลี้ยงชีพด้วยการไร่หมุนเวียนที่มีการปลูกพันธุ์พืชหลากหลายชนิดและทำนา เป็นหลัก มีบ้างที่หาของป่าควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ และรับจ้างบ้างตามเวลาที่เหมาะสม (นอกฤดูการผลิต) ส่วน ผู้ที่ไม่อยากจะวุ่นวายขอใช้วิถีชีวิตอย่างสบาย ตามในไร่ในนา ตามป่าตามเขา อยู่กับสัตว์เลี้ยง ในขณะเดียวกันในป่าใกล้บ้านก็มีความอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติให้ไว้  หากเจ็บป่วยก็มีผู้รู้ที่จะใช้สมุนไพร คาถาอาคมรวมกับพิธีกรรมมีการรักษาตามความเชื่อและความศรัทธา (มีน้อยคนที่ต้องไปโรงพยาบาล)

 

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ถือ ว่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความหลากลายทางชีวภาพสูง มาก และมีพื้นที่ทำกินกระจายตามที่ราบลุ่มของลุ่มน้ำแม่ปอนเป็นนา สวนและไร่หมุนเวียนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมีคณะกรรมการดูแลโดยมีระเบียบ ข้อบังคับที่อยู่ อีกทั้งกลุ่มบ้านแม่ปอนในมีความเชื่อและปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่มีอยู่ของ ชนเผ่าอย่างเคร่งครัดและ มีการแบ่งหรือจำแนกพื้นที่การจัดการเป็นเขต ต่างๆ คือ เขตป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอยและพื้นที่ไร่หมุนเวียนหรือพื้นที่ทำกิน ป่าช้า ป่าสะดือ เป็นต้น นอกจากการจัดการที่แบ่งพื้นที่ตามที่กล่าวมาแล้ว ชุมชนยังมีกิจกรรม เช่น การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ การบวชป่า และการทำแนวกันไฟ ทุกปีอีกด้วย

จาก วิถีชีวิตที่อยู่อย่างสบายอย่างนี้สะท้อนให้เห็นความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างหนึ่งคือ การมีพิธีกรรมและความเชื่อ ประเพณีอันดีงามที่ยังดำรงอยู่ที่บ่งบอกถึงความเคารพต่อธรรมชาติและต่อ ธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมั่นและความสามัคคีในชุมชน เวลาแขกบ้านอื่นมาเยือนก็จะเรียกไปกินข้าวตามบ้านถือเป็นขนบธรรมเนียมของคน ปกาเกอะญอ จากช่วงที่ไปกินข้าวตามบ้านนี่เองสังเกตเห็นว่าการสร้างบ้านเรือนที่นี่ค่อน ข้างที่จะสร้างแบบกึ่งถาวรคือมีการสร้างไว้ 2 หลัง หลังหนึ่งเป็นที่นอนของลูกหลานหรือแขกผู้มาเยือนที่มีขนาดใหญ่กว่า ติดกันก็มีอีกหลัง จะเป็นการสร้างไว้เป็นที่ที่ประกอบอาหารหรือโรงครัวแต่ก็สามารถนอนได้ ส่วนผู้มาเยือนท่านใดอยากจะนอนที่ไหนจะหลังใหญ่หรือโรงครัวก็ตามสบาย

 

ไม่ น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะจะมีเด็กๆ มาดูแล้วคอยหลบกล้องเวลาถ่ายภาพ แต่ช่วงกลางคืนนี้เองทำให้ผู้เขียนหายเครียดไปจนสิ้นจะไม่ให้หายได้ยังไงที่ นี่มันสวรรค์บนดินชัดๆ เพราะช่วงที่เราอยู่ในเมืองแทบจะมองไม่เห็นดาวบนฟ้าแต่ที่นี่ไม่อย่างนั้นจะ มองไปที่ไหนก็มีแต่ดาวเต็มไปหมด ที่แข่งกับแสงสี จากไฟฟ้า แสงไฟจากรถวิ่งในตัวเมืองที่มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งในขณะที่บริเวณใกล้ๆ ที่ผู้เขียนอยู่นอกจากเป็นเสียงสนทนากันเสียงวิทยุ AM คอย รายงานข่าวความวุ่นวายทางการเมืองเป็นระยะๆแล้วยังเสียงหรีดกรีดร้องโดยไม่ แยแสเรื่องใด เสียงหนู(บ่าง)ร้องออกหากินผลต้นไทรจั๊กจั่นร้องที่ส่งสัญญาณบ่งบอกบอกเรา ว่าเวลาปลูกข้าวไร่ใกล้มาถึงแล้ว นี่เป็นการเรียนรู้จากธรรมชาตินี่

 

ใน ขณะที่วงสนทนาก็พูดกันได้ทุกเรื่องแม้เราจะเป็นคนต่างวัยกัน แต่สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดคือการรำพึงถึงภาพในอดีตถึงความยากลำบากใน การทำมาหากินที่เขาเจอมา ข้าว ไม่พอกินต้องอดมื้อกินมื้อ กว่าได้กินอย่างวันนี้ต้องผ่านการแบกข้าวเป็นกระสอบจากจอมทองมาถึงบ้านเพื่อ หุงกินในมื้อเช้าต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดไก่ยังไม่ทันขัน ถึงบ้าน 7 โมงกว่า แต่ตอนนั้นแม้จะลำบากยังไงก็ยังมี หัวมัน หัวเผือก ถั่ว ที่ปลูกในไร่กิน มีผักในป่าที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ เพื่อประทังชีวิต แต่ทุกคนก็มีความสุขแม้จะลำบากมากแต่ไม่วุ่นวัยเพราะการยอมรับกันสิ่งที่มี ก็แบ่งปัน เอื้อเฟื้อต่อกันไม่มีใครเหนือกว่าใคร ก็เหมือนอย่างวันนี้แม้จะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายทางการเมืองมามากมาย ตั้งแต่การเมืองปี 16, 19, 35 จน ถึงปัจจุบันที่เกิดความวุ่นวายในเมืองที่มีความสลับซับซ้อน ไม่มีใครยอมรับกัน ชิงดีชิงเด่นในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ มีแค่นี้แหละไม่ต้องคิดมาก ความจริงเรื่องนี้มนุษย์ทุกคนเกิดมาตัวเปล่า พอตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไป เงินบาทเดียวสลึงเดียวก็ใช้ไม่ได้ ข้าวเม็ดเดียวก็กินไม่ได้จะเอาอะไรมามากมาย วุ่นวายเปล่าๆ แต่ดูซิพวกเราไม่ต้องคิดในเรื่องนั้นตื่นเช้าเราไปไร่ นา อยู่กับสัตว์ อยู่กับธรรมชาติที่ให้ชีวิตกับเรา นี่แหละเป็นความสุขกาย สบายใจ มันก็มีแค่นี้แหละคนเรา

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16637